เมื่อวันที่ 21 ก.ค.69 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ  สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางศึกษาดูงานที่กรมที่ดิน อาคารรัฐประศาสนภักดี โดยมีนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน พร้อมด้วยข้าราชการในกรมที่ดิน ให้การต้อนรับ โดยนายอาสพลธ์ กล่าวว่า การเดินทางมาเยือนกรมที่ดินในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่ตนและคณะกรรมาธิการฯตั้งใจที่จะมาหน่วยงานกรมที่ดิน เพื่อสร้างความรู้จักคุ้นเคยและแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนวางรากฐานความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับกรมที่ดิน ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวด้วยว่า การรับฟังข้อมูลในที่ประชุมมีประเด็นที่คณะกรรมาธิการฯ สนใจติดตามหลายประเด็น เช่น มาตรการป้องกันการถือครองที่ดินโดยนอมินีต่างชาติ, ระบบตรวจสอบและป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในการรังวัดและออกเอกสารสิทธิ์,ความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ที่ยังไม่มีการทำแผนที่แนบท้ายจนถึงวันนี้นับตั้งแต่ที่มีการประชุมรับรองไปแล้ว,เรื่องพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินที่วันนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน นิติบุคคลจำนวนมากว่ายังขาดแนวทางปฏิบัติ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือที่ต่อเนื่องระหว่างสองหน่วยงานในอนาคต

นายอาสพลธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเดินทางมาศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปที่กรมที่ดิน ได้รับการต้อนรับที่ดีมาก และทางกรมที่ดินกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องและรับบริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมที่ดินได้ทำต่อเนื่องมาหลายปีและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.  กล่าวว่า ส่วนประเด็นการถือครองที่ดินของนิติบุคคลต่างด้าว (นอมินี)นั้น ได้มีการหยิบยกประเด็นปัญหาการถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ตขึ้นมาหารือ โดยพบว่ามีนิติบุคคลที่เป็นนอมินีผ่านการคัดกรองแล้วซึ่งมีความเสี่ยงประมาณ 4,000 กว่าราย จากการตรวจสอบเชิงลึกใน 4,000 กว่าราย พบว่าต้องมีการเพิกถอนที่ดินและมีความเสี่ยงเพิ่มเติมอีก 300 กว่าราย ขณะที่มีการดำเนินคดีเพื่อเพิกถอนไปแล้วกว่า 30 ราย ส่วนที่เหลือเนื่องจากเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนทุนค่าสูง ทางกรมที่ดินจึงได้ประสานไปยัง BOI เพื่อตรวจสอบว่าได้รับการสนับสนุนการลงทุนจาก BOI อย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะดำเนินการเพิกถอนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.