เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต. ในการทำคดีฮั้ว สว. ว่า หากมีการพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะที่ 26 ไม่ทราบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  เพราะ กกต.จะพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์ และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว 

“แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน มันก็จะเหมือนเหตุการณ์ทุกวันนี้ถ้ามีคนมาพูดเพิ่มเติมนอกเหนือจากพยานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถนำมาพิจารณาได้”

เมื่อถามถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาเผยแพร่ เพราะกลัวว่า กกต. จะเป่าคดีทิ้งกลางทาง นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพ เอาข้อมูลนี้มาจากไหน อย่างไรก็ตามมีข้อกังวลอยู่ว่า ถ้าหากข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนแล้วเอามาพูดต่อ สมมุติหากนำข้อมูลส่งต่อศาล เกรงว่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวในการแก้ลำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงของการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือว่าพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ

เมื่อผู้สื่อข่าวระบุถึงความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ในคดีนี้ของ กกต. เนื่องจากมี กกต. 4 คนที่ถูกเลือกโดย สว. ชุดนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นท่านจะรู้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมันมีเพียงใดที่จะพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง

การพิจารณาคดีฮั้ว สว. มีความคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เราพิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งเราตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา ตอนนี้เหลือส่วนปลีกย่อย-ส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า ประธาน กกต. ก็ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค. ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้อยู่ที่มติของ กกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะชุดที่ 26 ทำไม่ทัน กว่าตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานมากเป็นปี และคณะชุดที่ 26 ก็มีเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือน แต่ที่เขาทำได้เร็วเพราะว่า กกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

อย่าลืมว่า กกต. ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอ แต่ กกต.ตั้งเป็นความปรากฏ  และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต. กับดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น สิ่งที่คณะอนุฯ ชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่า คดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้บางสิ่ง กกต. พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่มก็จะช้า เดี๋ยวมีคนจะมาหาว่า กกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน

เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สมมุติว่าเรามีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเพิ่มเติมมาด้วยก็จะเต็มที่ แต่หากไปสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ล่าช้า

ส่วนข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาและไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พูดอย่างนั้นมันง่าย แต่ว่า กกต. มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาล หรือสมควรจะยุติแค่นี้ เพราะว่าการส่งไปหมดบางครั้งคนที่ถูกกล่าวหาเขาไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไปก็มี เพราะฉะนั้น กกต. ต้องใช้ดุลพินิจ.