น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 69 ค่าเงินบาทจนถึงเดือน ก.ค. เคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าที่สุดในรอบ 15 เดือน หรืออ่อนค่าลงกว่า 6% นับตั้งแต่ต้นปี ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างจนมีการปิดช่องแคบสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับภูมิภาค พบว่าส่วนใหญ่มีทิศทางอ่อนค่าเช่นกันเนื่องจากต้องนำเข้าพลังงาน ยกเว้นเงินหยวนของจีนที่ยังแข็งค่า เนื่องจากจีนมีดุลการค้าเกินดุลในระดับสูง รวมถึงสกุลเงินของประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักก็ยังมีความแข็งแกร่ง ด้านเสถียรภาพการเงินไทยยังแกร่ง แม้เผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ไทยขาดดุลสูงถึง 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุสำคัญคือการเร่งนำเข้าพลังงานในช่วงที่ราคาสูงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ แต่กรุงศรีคาดว่าในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปี สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวและเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ในไตรมาสที่ 4

สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับสูง สามารถครอบคลุมการนำเข้าได้นานถึง 6 เดือน โดยยังมีสัญญาณบวกจากการที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นและพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากขายสุทธิมาหลายปี โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในปีนี้ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าภูมิภาค

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือนโยบายของ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งมีแนวทางลดการส่งสัญญาณชี้แนะตลาด ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูงขึ้นเพราะนักลงทุนต้องคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยจากตัวเลขเศรษฐกิจเอง โดยกรุงศรีคาดว่าเฟดอาจเลือกคงดอกเบี้ยในปีนี้ หากตลาดแรงงานสหรัฐ ลดความร้อนแรงลง ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น เงินเยนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ทะลุ 163 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมมายังค่าเงินบาทได้

น.ส.รุ่ง กล่าวว่า คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.9% ในปีนี้ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว คาดการณ์ที่ 32.5 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ต่อไปอีกหลายไตรมาส เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมาจากปัจจัยด้านต้นทุนไม่ใช่ความต้องการที่ร้อนแรง การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

“ความหวังใหม่จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ พุ่งขึ้นถึง 142% ทะลุ 1 ล้านล้านบาท โดยเน้นไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์, บริการคลาวด์ และโครงการในเศรษฐกิจใหม่ (ไชน่า พลัส วัน) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง กรุงศรีระบุว่าความเสี่ยงหลักยังคงเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีประเด็น นโยบายภาษีของสหรัฐ ที่อาจเล่นงานไทยในเรื่องการใช้แรงงานหรือการทุ่มตลาดสินค้า รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และภาวะสังคมผู้สูงอายุที่กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยให้กรอบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีไว้ที่ 32.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ