เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายเพื่อความโปร่งใสที่ยั่งยืน” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี พ.ศ. 2569 จัดโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระในยุคปัจจุบัน

นายปกรณ์ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรตรวจสอบตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องเป็นไปเพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม การทำงานของทุกองค์กรจึงไม่ใช่การทำหน้าที่ตามภารกิจประจำ (Routine) หรือการมุ่งจับผิด แต่เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานตระหนักถึงวาระการดำรงตำแหน่งและตั้งใจทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มที่

สำหรับทิศทางการตรวจสอบภาครัฐยุคใหม่ นายปกรณ์ ระบุว่า บริบทโลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “โลกไร้ระเบียบ” มีความท้าทายทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ระบบกฎหมายของไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็น “ระบบควบคุม” ที่เน้นการอนุมัติและอนุญาต ส่งผลให้ขั้นตอนซับซ้อนและงบประมาณรายจ่ายประจำสูงขึ้นถึงร้อยละ 73 ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อลดภาระของภาคเอกชนและประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการยกระดับความโปร่งใสทางกฎหมายว่า ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการออกกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

นายปกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงปัญหาการทุจริตในปัจจุบันว่า การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมของคนในสังคม โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้และความละอายต่อบาปตั้งแต่ระดับครอบครัว ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและฐานข้อมูลดิจิทัลมาใช้ปฏิรูประบบราชการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติ