เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคมและเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเสวนาเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” กรณีศึกษาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บจำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวเป็นการเกิดเหตุซ้ำซากที่สะท้อนถึงช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นแค่คำว่าถอดบทเรียนคงไม่พอ แต่นี่คือปัญหาเชิงระบบ ที่สามารถป้องกันได้ สสส. จึงร่วมกับภาคีจัดงานในวันนี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแลสถานประกอบการ รวมถึงตรวจสอบการกระทำการที่เสี่ยงต่อความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถึงเวลาต้องทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 การกำกับดูแลปัญหาสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ร้านอาหารที่ขออนุญาตให้เล่นดนตรีสด ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข รวมถึงปัญหาการจัดโซนนิ่งที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคม

ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผอ.เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย และกทม.ได้เร่งตรวจสอบสภาพของสถานบริการ และ ร้านที่คล้ายสถานบริการใน 30 วัน แต่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับควรมีภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย และครบกำหนดก็ต้องเปิดเผยต่อประชาชน ผ่าน Open data เข้าไปในเว็บไซต์ ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศ และสามารถร้องเรียนได้เมื่อเกิดปัญหา ซึ่งหากไม่มีตรงนี้สุดท้ายแล้วเรื่องก็จะเงียบหายไป
นายธีระ กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมาย ทั้งกระทรวงมหาดไทย พรรคการเมือง มีการยกร่าง และศึกษาไว้ แต่ในมุมมองจากภาคประชาชน เห็นว่าเนื่องจากกฎหมายเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมอย่างมาก และอีกด้านเป็นการเพิ่มการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ซึ่งความย้อนแย้งนี้ หากไม่มีมุมมองจากภาคสังคมมาถ่วงดุลอาจทำให้กฎหมายอาจเอื้อไปทางมิติเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเป็นหลัก เสียสมดุลในการลดผลกระทบความรุนแรงลงได้ ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงเตรียมยกร่างการแก้ไขกฎหมายและรวบรวมรายชื่อ 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรเนื้อหา ประกอบด้วย นิยามขอบเขตของสถานบริการ และคล้ายสถานบริการ เงื่อนไขการขออนุญาตด้านรูปแบบอาคารที่ใช้ สถานที่ที่สามารถขอใช้ การรับฟังความเห็นจากประชาชน นายทะเบียนที่จะให้อนุญาต หน้าที่ของผู้ประกอบการต่อความปลอดภัยประชาชน อำนาจของเจ้าพนักงาน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผล รวมไปถึงการปิดช่องในการทุจริตเรียกรับของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น

ขณะที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่า ในสมัยประชุมสภาที่แล้ว ได้มีญัตติแก้ไขกฎหมายสถานประกอบการ ทางกรรมาธิการได้มีการศึกษาพบว่ามีปัญหาหลายมิติ ทั้งการเรียกรับส่วย การดูแลโซนนิ่งไม่ชัดเจน ปัญหาร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากคือเรื่องเสียงรบกวน ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหายาเสพติด เมาทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรม ค้ามนุษย์ รวมถึงค้าประเวณี จึงเสนอให้แก้ พ.ร.บ.สถานบริการซึ่งใช้มานานตั้งแต่ปี 2509 เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งพบว่า กว่า 90 % มีการเปิดคล้ายสถานบริการ โดยให้มีการปรับคำนิยาม จากที่เขียนว่า โรงน้ำชา รองเง็ง ซึ่งปัจจุบันคนไม่เข้าใจแล้ว แต่จริงๆ องค์ประกอบสถานบริการคือ มีดนตรี มีแอลกอฮอล์ และมีผู้ให้บริการ หากมีครบ 2 ใน 3 นี้ก็จะเข้าเกณฑ์ต้องขออนุญาตจากท้องถิ่นเพื่อเปิด ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสถานที่ โดยให้เป็นเบ็ดเสร็จที่ส่วนเดียว ไม่ต้องไปหลายหน่วยงาน
“สิ่งสำคัญควรมีการจัดโซนนิ่งอยู่ห่างจากชุมชน และเวลาเปิด ปิด เพราะยิ่งดึกยิ่งเสี่ยง มีโอกาสทำกิจกรรมเสี่ยงผิดกฎหมาย และคุมยาก กระทบกับประชาชนที่ต้องออกมาทำมาหากินปกติ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ตีสี่ ดังนั้นการมีกิจกรรมดึกๆ เสี่ยงกระทบกับสาธารณะ ดังนั้น 2 ปัจจัยหลัก คือสถานที่ที่ควรเปิด กับเวลา เปิด ปิด ต้องให้ท้องถิ่นอนุญาต เพราะเขาจะรู้จักพื้นที่ และเรื่องค่าใบอนุญาตต้องผันแปรไปตามความเสี่ยงด้วย เช่น เปิดดึก พื้นที่ใหญ่รับลูกค้าเยอะ ต้องยิ่งแพงขึ้น แล้วจ่ายกับรัฐหน่วยเดียว ไม่ต้องไปถูกรีดไถอีก” นายภัณฑิล กล่าว
สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับร่างกฎหมาย ฉบับพรรคประชาชนยกร่างนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นร่างการเงินด้วยเพราะมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ หากมีการเปิดสภาอีกครั้งก็จะมีการทวงถามอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุขึ้นกับโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องมีการแก้ไขแล้ว เพราะปัจจุบันเกือบทั้งหมดมีการทำผิด จดเป็นร้านอาหาร แต่กลับเปิดเป็นสถานบริการ กึ่งผับ บาร์ เปิดเพลง ดังนั้นต้องมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสถานบริการ และกฎหมายควบคุมอาคาร



