เมื่อวันที่  24 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว นำคณะกลุ่ม สว.สำรอง ผู้สมัคร สว. และประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดพิจารณาคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิการเลือก (ใบแดง) พร้อมเปิดหลักฐานจวก 138 สว. เป็นผลผลิตการทุจริต ขอให้เพิกถอนเหมือนการทุจริตโกงข้อสอบ

พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยว่า พบพฤติการณ์ส่อทุจริตเชื่อมโยงกับ “โพยฮั้ว” ซึ่ง สว. ทั้ง 138 คน มีรายชื่อปรากฏอยู่ในโพย 140 หมายเลข ที่มีการจัดทำและดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ จึงถือเป็นผลผลิตของการทุจริต ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ขนาดทุจริตโกงข้อสอบท้องถิ่นยังเพิกถอนได้ 5 พันกว่าคน ที่มาไม่ถูกต้อง ดังนั้น สว. ทั้ง 138 คน กกต. ก็ต้องเพิกถอนได้ หากการเข้ามามีกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง

“ซึ่งพยานหลักฐานขณะนี้ ทำให้มีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 229 คน ใน 7 ข้อหาหนัก ทั้งจ้างสมัคร จัดเลี้ยง และจ่ายเงินโหวตเตอร์ มีพยานบุคคลกว่า 700 ปาก รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน คาดว่าจะมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาไม่น้อยกว่า 20-30 คน โดยพบกรรมการบริหารพรรคการเมืองประมาณ 22 คน เข้ามาแทรกแซง” พล.ต.ท.คำรบ กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.ท.คำรบ ยังได้แสดงความกังวลต่อความเป็นกลางของ กกต. โดยชี้ว่า กกต. 4 คน ได้รับการคัดเลือกมาจากชุด สว. ที่กำลังถูกร้องเรียน และอีก 1 คน คือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. ที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน (ผู้ว่า สตง.) จึงขอเรียกร้องให้นายฐิติเชฏฐ์ สละสิทธิ์จากการร่วมวินิจฉัยคดีนี้ เพื่อป้องกันกระแสข่าวลือเรื่องมติ 5 ต่อ 2 ที่อาจนำไปสู่การยกคำร้องและปล่อยตัวผู้กระทำผิด พร้อมกันนี้ ขอเตือนไปยัง กกต. และเจ้าหน้าที่ว่า ตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 32 หากละเว้นหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มีโทษจำคุก 5 ปี จึงขอให้ กกต. ทั้ง 7 ท่าน คำนึงถึงเกียรติยศและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

ทั้งนี้ พล.ต.ท.คำรบ และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ภาคประชาชน ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้มีบารมี ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พยายามเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของ กกต. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่าการกระทำดังกล่าวส่อเค้าร้ายแรงถึงขั้นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรม จะมีกลุ่มนักกฎหมายและประชาชนนำเรื่องไปดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน

ด้าน พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร ในนามตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง และประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ออกแถลงการณ์ ตั้งคำถามถึงความเที่ยงธรรมในการทำงานของ กกต. ปัจจุบันมีพยานบุคคลซึ่งเคยอยู่ในขบวนการ ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงถึงพฤติกรรมการทุจริตที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ รวมถึงผู้บริหารประเทศบางรายในปัจจุบัน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อปล้นอำนาจนิติบัญญัติไปจากประชาชน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางว่าเป็นการกินรวบประเทศไทย

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังได้พุ่งเป้าไปที่การทำงานของ กกต. เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับความเห็นชอบมาจากชุด สว. ที่กำลังถูกร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส ข้อสงสัยเรื่องการประวิงเวลา จนสังคมเกิดความแคลงใจว่ามีความพยายามชะลอขั้นตอน เพื่อเปิดทางให้ สว. ชุดดังกล่าว ได้เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก่อน การตั้งคณะอนุวินิจฉัยซ้ำซ้อน ซึ่งมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยคณะที่ 36 ขึ้นมา ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว จึงมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใส และส่งผลให้ผลการวินิจฉัยขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่มีอยู่