เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ วังปารุสกวัน ถนนราชดำเนินนอก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายคณะหัวหน้าส่วนราชการฯ ตอนหนึ่งว่า เมื่อผ่านการเลือกตั้งมา ต้องขอชื่นชมและชมเชยหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ที่ได้วางตัวได้อย่างเหมาะสม ในการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่มีคำติฉินทาหรือวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลถึงแม้ว่าจะยุบสภาไปแล้ว ก็ได้ใช้กลไกหรือต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบ ทุกคนวางตัวเป็นอย่างดี การวางตัวของท่านทำให้เกิดความเข้าใจ ในความเกรงอกเกรงใจ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้คำยืนยันกับท่านว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีความแข็งแรง มีเสถียรภาพ มีความเข้าใจกัน แม้กระทั่งในรัฐมนตรีที่มาจากพรรครวมรัฐบาล ในสภาผู้แทนราษฎร ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เราเน้นในเรื่องของภารกิจหน้าที่เป็นหลักไม่ได้เน้นเรื่องของการดำรงไว้ หรือดำรงอยู่ของการควบคุมอำนาจของรัฐ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ อยู่ที่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งผลงานของรัฐบาลหลายๆ อย่าง หลายส่วนต้องมาจากความร่วมมือของหัวหน้าส่วนราชการ ตนไม่เคยมอบหมายข้ามสายงาน ข้ามศีรษะ

“สิ่งที่ผมจะขอความร่วมมือจากทุกท่านคือ ณ ขณะนี้ ถ้าท่านติดตามข่าวสารหรือมีโอกาสร่วมคณะกับผมในการเดินทางไปเยือนนานาประเทศ ท่านคงได้เห็นถึงสถานะ (positions) ของประเทศไทยในสายตานานาประเทศ เราไม่ได้ต้องการไปแค่ไปเช็กแฮนด์ ยืนยิ้ม แต่ประเทศไทยได้กลับสู่จอเรดาร์ ซึ่งหมายถึงเมื่อไปที่ไหนจะต้องมีหัวข้อมีความร่วมมือ มีการทำบันทึกข้อตกลง และการลงทุนต่างๆ ทุกท่านจะเห็นว่าประเทศไทยเปิดตัวกับนานาประเทศมากขึ้น เพราะเรามีความพร้อม ซึ่งรัฐบาลในอดีตวางรากฐานที่ดี แม้กระทั่งรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่วางรากฐานในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มา แต่กว่าจะพร้อมใช้เวลา 7-10 ปี ถือว่ารัฐบาลนี้โชคดีที่ได้มาบริหารประเทศในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เกิดความพร้อมมีความชัดเจนจับต้องได้ ทำให้การตัดสินใจต่างๆ ของมิตรประเทศเกิดขึ้น”
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เราก็ยังมีความไม่เข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น แต่เรามีเกียรติภูมิ มีอธิปไตยของประเทศที่ต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ยืนยันว่าทุกครั้งที่ได้พบกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน มีการพูดคุยกันในแนวโน้มที่ดี ทราบถึงความรู้สึกได้ว่าผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ต้องการให้มีสภาพเช่นนี้ แต่ด้วยความที่ประเทศไทยยืนหยัดในนโยบายว่าเราไม่เคยรุกรานใครก่อน เราก็เคารพอธิปไตยของผู้อื่น และไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง แต่ถ้าโดนคุกคามถูกเอาเปรียบ ถูกทำร้าย ประเทศไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความเฉียบขาดเด็ดขาด
ดังนั้นในขณะนี้ที่เราได้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด การที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ ตนได้แจ้งผู้นำกัมพูชาไปว่าขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ประเทศไทยพร้อมที่จะเจรจา แต่เจรจาบนพื้นฐานที่ประเทศไทยได้วางเอาไว้ ส่วนไหนที่เรายอมได้แล้วไม่เกิดผลเสียต่อประเทศก็มาคุยกัน แต่ส่วนไหนที่เป็นการต่อรองกัน เพื่อให้มาพบกันตรงจุดใดจุดหนึ่งแล้วเกิดผลเสียกับประเทศไทย ตรงนี้ก็ต้องขอสงวนสิทธิ์ว่าอย่าเอาเข้ามาในวาระ สิ่งเหล่านี้มีความชัดเจน
“ผมพูดเสมออายุราชการของท่านคือเที่ยงคืนวันที่ 1 ต.ค. 69 ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่เดือน ก.ค. ที่บอกว่าเริ่มทดเกียร์ห้า เกียร์สี่ เกียร์สามหรือบางคนปล่อยเกียร์ว่างไม่ได้ อยู่เกียร์ห้าแล้วยังคงต้องทดไปถึงเกียร์สิบ เผลอๆ ผมอาจจะต้องขอท่านมาช่วยงานต่อด้วยซ้ำ ก็ขอให้พวกท่านตระหนักถึงประเด็นนี้ด้วยว่าหน้าที่ของท่านคือ 24 ชั่วโมง” นายกฯ กล่าว




