คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในยุโรป ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อสุขภาพของประชาชนหรือภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังกำลังคุกคามหนึ่งในสัญลักษณ์ด้านอาหารที่สำคัญที่สุดของอิตาลี นั่นคือ “พาร์มีจาโน เรจจาโน” (Parmigiano Reggiano) ชีสแข็งระดับพรีเมียมซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งชีส”


ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางตอนเหนือของอิตาลี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จากเดิมเมื่อราว 50 ปีก่อน เพียงเปิดหน้าต่างโรงเรือนในช่วงกลางคืนก็เพียงพอช่วยคลายร้อนให้วัวได้ แต่ปัจจุบัน หน้าต่างต้องเปิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งพัดลมและระบบพ่นละอองน้ำเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้วัวเกิดภาวะเครียดจากความร้อน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนม


นายนิโคลา แบร์ติเนลลี ประธานสมาคมผู้ผลิตพาร์มีจาโน เรจจาโน ซึ่งบริหารฟาร์มโคนมของครอบครัวในเมืองปาร์มา กล่าวว่า เมื่ออากาศร้อนจัด วัวจะกินอาหารน้อยลง ใช้เวลานอนมากขึ้น และให้น้ำนมลดลงได้ถึง 10% ทั้งที่น้ำนมถือเป็นวัตถุดิบหลักของพาร์มีจาโน เรจจาโน ร่วมกับเกลือและเรนเน็ต ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการผลิตชีส


ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณน้ำนมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต่อการเพาะปลูกหญ้าและการผลิตหญ้าแห้ง ซึ่งเป็นอาหารหลักของโคนม ซึ่งกฎการผลิตพาร์มีจาโน เรจจาโน กำหนดอย่างเข้มงวดว่า โคนมต้องกินหญ้าและหญ้าแห้งที่ปลูกในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากฝนตกน้อย หญ้าไม่เติบโต ก็ย่อมกระทบต่อการผลิตน้ำนมและการทำชีสทั้งระบบ


มาตรการรับมือกับสภาพอากาศร้อน แม้ช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน แต่กลับทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างมาก ฟาร์มจำนวนมากต้องลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็น พัดลมอุตสาหกรรม และระบบพ่นละอองน้ำ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ผลกระทบยังลุกลามไปถึงคลังเก็บชีส ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม เนื่องจากพาร์มีจาโน เรจจาโน ต้องผ่านกระบวนการบ่มอย่างน้อย 12 เดือน และบางล้ออาจใช้เวลาบ่มนานถึง 3 ปี หรือมากกว่านั้น ทำให้คลังเก็บต้องรักษาอุณหภูมิและความชื้นอย่างแม่นยำตลอดเวลา


ปัจจุบัน คลังเก็บชีสของบริษัท “มากัซซินี เจเนอราลี เดลเล ตากลิอาเต” หรือ เอ็มจีที ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา เก็บชีสมากกว่า 500,000 ก้อน คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 300 ล้านยูโร (ราว 11,511.30 ล้านบาท) โดยในช่วงคลื่นความร้อนปีนี้ การใช้พลังงานต่อวันเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับปรุงระบบทำความเย็น เพิ่มฉนวนกันความร้อน และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว


คลังเก็บชีสเหล่านี้ได้รับสมญานามว่า “ธนาคารแห่งพาร์มีจาโน” เพราะชีสแต่ละล้อมีมูลค่าสูงจนสามารถใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ภายในคลัง ทุกล้อจะผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการใช้เครื่องเอกซเรย์ตรวจหาความผิดปกติ และการเคาะด้วยค้อนขนาดเล็กโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อฟังเสียงสะท้อนที่บ่งชี้ตำหนิภายใน ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ประสบการณ์ของมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษามาตรฐานของชีสชื่อดังชนิดนี้


อุตสาหกรรมพาร์มีจาโน เรจจาโน สร้างรายได้ประมาณ 4,500 ล้านยูโรต่อปี (ราว 172,669.50 ล้านบาท) และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของภูมิภาค โดยในปี 2568 การส่งออกคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายทั่วโลก และสหรัฐเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตหลายฝ่ายเตือนว่า หากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วยืดเยื้อและเกิดบ่อยขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดเพียงต้นทุนที่สูงขึ้น แต่จะกระทบต่อคุณภาพและปริมาณการผลิตน้ำนม ซึ่งอาจสั่นคลอนอนาคตของชีสที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของอิตาลี


นายเปาโล กันแซร์ลี ผู้อำนวยการฝ่ายขายระหว่างประเทศของบริษัทแกรนแตร์เร กล่าวว่า “พาร์มีจาโน เรจจาโน มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี” พร้อมทิ้งท้ายว่า “เราไม่อยากให้คนรุ่นของเราเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ยังมีโอกาสได้รับประทานชีสชนิดนี้”


คำพูดดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนานของโลกด้วย.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ: REUTERS