กระทรวงพาณิชย์ ร่วมปฏิบัติการกับ กระทรวงมหาดไทย นำโดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 สนธิกำลังบูรณาการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรวจค้นและตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย โดยเป็นการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทีมปราบนอมินี กระทรวงมหาดไทย นำโดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เปิดปฏิบัติการบูรณาการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยการปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งตรวจสอบบริษัทที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เพื่ออำพรางการประกอบธุรกิจที่กฎหมายกำหนดให้คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ รวมถึงตรวจสอบการถือครองหรือครอบครองที่ดินที่อาจมีการใช้โครงสร้างบริษัทเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเอกสารสำคัญของบริษัท อาทิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ทะเบียนผู้ถือหุ้น งบการเงิน แหล่งที่มาของเงินลงทุน โครงสร้างการบริหาร การใช้สถานที่ประกอบกิจการ และความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นและกรรมการ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ผลการลงพื้นที่ตรวจพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายเป็นนอมินี โดยพบชาวอังกฤษ        จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2543 โดยมีคนไทยร่วมเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้น ภายหลังการจดทะเบียนพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคนไทยออกจากบริษัท และเปลี่ยนลักษณะเป็นการถือหุ้นไขว้กันเอง 3 บริษัท     โดยมีกรรมการบริษัทเป็นบุคคลคนเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทดังกล่าวเข้าถือครองที่ดินรวมประมาณ 22 แปลง  จำนวนกว่า120 ไร่ มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และประกาศขายที่ดินอย่างเปิดเผย การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้ทุกหน่วยงานมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อพิจารณาเพิกถอนที่ดินและดำเนินคดีต่อไป ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดไปกระทำความผิดซ้ำ”

“ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาดำเนินการตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะกรณีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบการกระทำที่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายที่ดิน หากพบว่ามีการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่อให้คนต่างด้าวเข้าถือครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากพบการกระทำผิดในกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายฟอกเงิน กฎหมายภาษีอากร หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่มีอำนาจจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

“จังหวัดกระบี่ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่มีการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้มีการใช้บริษัทอำพรางหรือโครงสร้างนอมินีเข้ามาประกอบธุรกิจหรือถือครองทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย การจัดเก็บรายได้ของรัฐ และความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว จากฐานข้อมูลนิติบุคคลของกรมฯ (DBD Datawarehouse+) ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 พบนิติบุคคลในจังหวัดกระบี่จำนวน 4,661 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 33,722 ล้านบาท แบ่งเป็น เมืองกระบี่ 2,888 ราย เกาะลันตา 616 ราย เหนือคลอง 307 ราย อ่าวลึก 266 ราย คลองท่อม 205 ราย และอื่นๆ 379 ราย ทั้งนี้ มีนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นระหว่าง 0-49.99% จำนวน 696 ราย (เกาะลันตา 280 ราย) และนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้น 50% ขึ้นไป จำนวน 13 ราย (เกาะลันตา 1 ราย )”

“กรมฯ ขอย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เป็นการส่งเสริมและกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศไทยดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มีมาตรฐานสากล และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสร้างความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหลังจากการตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินคดี ตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายและนิติบุคคลที่มีความเชื่อมโยง เพื่อยกระดับการปราบปรามธุรกิจนอมินีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย