อรุณาสรี เชปาร์ธี นักวิเคราะห์หลักอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า งบประมาณด้าน AI ขององค์กรธุรกิจกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพของการใช้งาน การควบคุมต้นทุนและผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้เป็นสำคัญ โดยเม็ดเงินลงทุนกำลังหลั่งไหลไปสู่ผู้ให้บริการที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าที่ชัดเจน ทั้งในด้านต้นทุน ความหน่วงในการประมวลผล (Latency) ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ

สิ่งนี้กำลังสร้างความได้เปรียบให้แก่ผู้ให้บริการที่มีระบบการประเมินผล ความโปร่งใสของต้นทุน และการติดตามการใช้งานที่ฝังไว้อยู่ในกระบวนการทำงานของลูกค้า ซึ่งช่วยให้สามารถจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ AI ได้ง่ายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้จ่ายเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบตามปริมาณการใช้งานจริง (Usage-driven) ผู้ให้บริการจึงต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้นในการแสดงให้เห็นถึงการนำไปใช้จริง รวมถึงผลลัพธ์จากการใช้งานที่ต่อเนื่องและอัตรากำไร”

พลวัตดังนี้กำลังเร่งการเติบโตโมเดลภาษาเฉพาะทางตามสายงาน หรือ Domain-Specific Language Models (DSLMs) และโมเดลเฉพาะทางประเภทต่าง ๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตมากถึง 210% ในปีนี้ (ดูตารางที่ 1)

“ในระยะยาว ผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดจะเป็นกลุ่มผู้พัฒนา AI ที่เข้ามาช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ว่า AI ถูกนำไปใช้งานที่ใดและอย่างไรในทุกภาคส่วนของธุรกิจ เมื่อมีโมเดลใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น และการคิดราคาตามปริมาณการใช้งานจริงเริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น ผู้ซื้อจะหันไปหาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้พวกเขาเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพ สอดรับกับการบังคับใช้ตามนโยบายขององค์กรและควบคุมต้นทุนให้อยู่หมัดได้” เชปาร์ธี กล่าว