นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ได้เป็นประธานการประชุมดัชนีอุตสาหกรรม และรับฟังข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์ของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมอบหมายให้ สศอ. เร่งดำเนินการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมรองรับนโยบายและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่อนาคต

สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนมิ.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 94.99 ติดลบ 3.1%  เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ลดลง 12.59 % และอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ลดลง 7.9% ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งมีความผันผวน โดยภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาส 2 ปี 69 อยู่ที่ระดับ 95.96 ติดลบ 1.79% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47%  

อุตสาหกรรมที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ขยายตัว 10.73% จากอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปเป็นหลัก ตามความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่มีอย่างต่อเนื่อง

“ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. 69 ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น เช่น น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สบู่ และเครื่องสำอาง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและลดค่าครองชีพของภาครัฐภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปที่เติบโตตามวิถีชีวิตของสังคมเมืองซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ ในเดือนมิ.ย.มีเทศกาลฟุตบอลโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อเสื้อผ้ากีฬามากขึ้น”

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนก.ค. 69 ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น แม้ว่าในเดือนก.ค. 69 ยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่คาดว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งยังมีผลดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ด้านปัจจัยต่างประเทศ