เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2569 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดวางโครงสร้างกำลังคนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ การปลดล็อกข้อจำกัดด้านคุณสมบัติเพื่อแก้ปัญหาตำแหน่งผู้บริหารว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะในหน่วยงานสังกัด สกร.และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) พร้อมเร่งรัดกระบวนการสรรหาบุคลากรให้ทันต่อความต้องการของหน่วยงานการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทัพผู้บริหาร สกร. ตามกรอบอัตรากำลัง1,044 อัตรา สืบเนื่องจากมติ ก.ค.ศ. ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่อนุมัติกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสกร. ที่ประชุมครั้งนี้จึงได้ เห็นชอบกำหนดตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สกร. รวมทั้งสิ้น 1,044 อัตรา แบ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา 84 อัตรา และตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา 960 อัตรา เพื่อรองรับการบริหารหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด สกร. ทั่วประเทศ ให้สามารถบรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้าย และบริหารงานบุคคลได้อย่างต่อเนื่องตามกรอบอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ใช้เลขที่ตำแหน่งเดิมไปพลางก่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบทะเบียนตำแหน่งเดิม และเมื่อ ก.ค.ศ. อนุมัติกรอบอัตรากำลังของ สกร. ในภาพรวมแล้วเสร็จ จะพิจารณากำหนดเลขที่ตำแหน่งใหม่ให้เหมาะสมต่อการบริหารอัตรากำลังต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน รองผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการศูนย์ และรองผู้อำนวยการศูนย์ สังกัด สกร. เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน
“เมื่อ ก.ค.ศ. อนุมัติกรอบอัตรากำลังผู้บริหารการศึกษาของ สกร. จำนวน 84 อัตราไปแล้ว ประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด 76 อัตรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร 1 อัตรา ผู้อำนวยการสถาบัน 6 อัตรา และผู้อำนวยการศูนย์ 1 อัตรา สิ่งที่ต้องทำต่อทันทีคือหลักเกณฑ์การคัดเลือก เพื่อให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้สรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่สำคัญคือต้องได้ผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะเหมาะสมกับภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้ของประเทศอย่างแท้จริง สำหรับการคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันและรองผู้อำนวยการศูนย์นั้น จะดำเนินการได้เมื่อ ก.ค.ศ. มีมติกำหนดกรอบอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาสังกัด สกร. เรียบร้อยแล้ว” รมว.ศธ. กล่าวและว่า ที่ประชุมยังมอบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดสอบแข่งขัน 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ตามหลักเกณฑ์ ว 2/2568 เนื่องจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิม ได้หมดบัญชีแล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 ขณะที่ยังคงมีตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ เหลือจากการเรียกบรรจุ โดย สพฐ. เป็นส่วนราชการเจ้าของอัตรากำลังและเป็นผู้ใช้กำลังคนโดยตรง การให้ สพฐ. บริหารจัดการสอบแข่งขันเอง จะทำให้การสรรหาและการบรรจุแต่งตั้งเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทันต่อความต้องการ ภายใต้มาตรฐานเดียวกันที่ ก.ค.ศ. กำหนด
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ เห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ ว 12/2568 ตามที่ สพฐ. เสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป
ด้านนายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. ในฐานะเลขานุการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า มติทั้งหมดของ ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการที่เดินหน้าวางระบบการบริหารงานบุคคลฯ ให้สอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ปลดล็อกข้อจำกัดในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเติมบุคลากรเข้าสู่ระบบตามอัตรากำลังที่มีอยู่โดยยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพของผู้ดำรงตำแหน่งไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศมีผู้บริหารและบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าไปขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนในที่สุด.



