สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ว่าบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันออกแถลงการณ์ เตรียมจ่ายเงิน 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 185,113.50 ล้านบาท ) เพื่อยุติคดีความซึ่งกล่าวหาว่า แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์แป้งของบริษัท ซึ่งมีส่วนผสมของแร่ทัลก์ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งรังไข่
บริษัทระบุในแถลงการณ์ ว่าข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมคดีประมาณ 69,000 คดี ที่รวมการพิจารณาในศาลรัฐบาลกลางรัฐนิวเจอร์ซีย์ รวมถึงคดีที่อยู่ในศาลของแต่ละรัฐ คิดเป็น 99.75% ของคดีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทัลก์ที่ยังคงค้างอยู่
ด้านสำนักงานกฎหมายซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มโจทก์ยืนยันการบรรลุข้อตกลง โดยระบุว่า ถือเป็นทางออกที่เหมาะสม หลังการต่อสู้คดีในศาลยาวนานกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อ ผู้ยื่นฟ้องคดีมะเร็งรังไข่ในศาลของรัฐและศาลรัฐบาลกลางอย่างน้อย 95% ให้ความเห็นชอบ
Johnson & Johnson agreed to pay up to $5.5 billion to resolve outstanding lawsuits that alleged the company’s talc products caused ovarian cancer. https://t.co/4enUJUvLqc
— The Wall Street Journal (@WSJ) July 28, 2026
นายเอริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีความของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูล แต่บริษัทตัดสินใจยอมความเพื่อยุติข้อพิพาท พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า หากดำเนินคดีต่อไป บริษัทก็มีแนวโน้มจะชนะคดีเช่นเดียวกับคดีส่วนใหญ่ที่ผ่านมา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทเพิ่งได้รับชัยชนะสำคัญในชั้นศาล หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางตั้งข้อสงสัยว่า โจทก์แต่ละรายจะสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า แป้งทัลก์เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคมะเร็งรังไข่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ผลิตภัณฑ์แป้งทัลก์ของบริษัทก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยยืนยันว่า แป้งทัลก์มีความปลอดภัยและไม่มีแร่ใยหินปนเปื้อน ทั้งนี้ บริษัทยุติการจำหน่ายแป้งเด็กสูตรทัลก์ในสหรัฐตั้งแต่ปี 2563 และเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งข้าวโพดแทน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีเกี่ยวกับแป้งทัลก์กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อเดือนมี.ค. 2568 หลังถูกระงับไว้นานกว่า 3 ปี ระหว่างที่บริษัทพยายามยุติคดีผ่านกระบวนการล้มละลายของบริษัทลูก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยข้อตกลงล่าสุดครอบคลุมเฉพาะคดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และไม่รวมถึงการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



