นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 7 แห่ง ยุติการทำหน้าที่ตัวแทนให้ลูกค้าบุคคลธรรมดา เข้าซื้อขายผลิตภัณฑ์โลหะมีค่าบน Shanghai Gold Exchange (SGE) ทั้ง Paper Gold ได้แก่ Spot ทองคำ และ Deferred ทองคำ ที่มี Leverage รวมไปถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแร่เงินที่มีการส่งมอบทีหลัง และ Spot แพลทินัม ด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุผลเชิงนโยบายที่รัฐบาลจีนต้องการลดความเสี่ยงจากระบบการเงิน (Systemic Risk) ป้องกันการเก็งกำไรเกินตัว (Speculation) และต้องการดึงสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบทองคำแท่งจริง (Physical Assets) เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยและนักเก็งกำไรในจีนจำต้องปิดสถานะของทองคำกระดาษในวันดังกล่าว จึงมีส่วนให้ราคาทองคำในตลาดโลกแกว่งตัวผันผวนเล็กน้อยในระยะสั้น

อย่างไรก็ดีนโยบายดังกล่าวอาจไม่ได้มีผลต่อตลาดมากอย่างที่คิด ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น
- ปริมาณการซื้อขายผ่านตัวแทน คิดเป็นเพียง 4.88% ของทองคำบน SGE ตามข้อมูล Fact Sheet เดือนมิถุนายน
- ฐานลูกค้าอยู่ในภาวะชะลอการขยายธุรกิจใหม่เพื่อทยอยปิดสัญญางานเดิมมา 6 ปี บัญชีรายย่อยใหม่ที่เชื่อมกับ SGE ถูกหยุดเปิดตั้งแต่ปลายปี 2020 สิ่งที่เหลืออยู่คือ สถานะคงค้างที่ลดลงต่อเนื่อง
- ตลาดมีเวลาซึมซับและปรับตัวก่อนถึงเส้นตายหนึ่งเดือนเต็ม หลังมีประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 24–30 มิ.ย.
- มีกรณีเทียบเคียง คือ การยุติผลิตภัณฑ์น้ำมันรายย่อยของธนาคารจีน หลังวิกฤตปี 2020 ไม่ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลพลอยได้ของราคา ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนราคา
และยิ่งไปกว่านั้น จีนกลับผ่อนคลายเกณฑ์ของแผนสะสมทองคำระยะยาว บ่งชี้ว่าเป้าหมายเชิงนโยบายคือการเปลี่ยนพฤติกรรมรายย่อยจาก “เก็งกำไร” ไปสู่ “การออม” ดังนั้น เมื่อไม่มีทองคำกระดาษมาสร้างสภาพคล่องเทียม ความต้องการ (Demand) ทั้งหมดจะถูกบีบให้วิ่งเข้าหา “ทองคำจริง” ส่งผลให้ราคาในระยะยาวพุ่งทะยาน ตามกฎ Demand & Supply เมื่อ Supply มีจำกัดอย่างแท้จริง แต่ Demand ทั่วโลกยังสูง โดยเฉพาะความต้องการจากฝั่งธนาคารกลาง ดังนั้น ราคาทองคำในระยะยาวจึงจะ ยั่งยืนและสร้างนิวไฮอย่างมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ เช่น ธนาคารกลางทั่วโลก ล่าสุดสภาทองคำโลก (WGC) ระบุข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ว่าธนาคารกลางทั่วโลกกว้านซื้อทองคำเก็บสะสมเฉลี่ยสูงถึง 1,000 ตันต่อปี ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เฉลี่ยอยู่แค่ 500 ตันต่อปี การเร่งสะสมทองคำอย่างดุเดือดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง อีกทั้งธนาคารกลางส่วนใหญ่ถึง 89% เชื่อว่าปริมาณทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะ “เพิ่มขึ้น” อีกใน 12 เดือนข้างหน้า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อน Demand ที่แข็งแกร่ง ทำให้มองว่าระยะยาวทองคำจะยังไปต่อ
ขณะเดียวกันศุลกากรจีนรายงานตัวเลขการนำเข้าทองคำเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ 173 ตัน สูงสุดในรอบ 2 ปี และเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งแรงซื้อดังกล่าวมาจากปัจจัยหนุนช่วงราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลง ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อได้ในราคาต่ำ รวมถึงช่วงดังกล่าวค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและสะท้อนความต้องการทองคำที่ยังแข็งแกร่ง
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น วายแอลจีประเมินยังอยู่ในรอบของการปรับฐาน โดยมีแนวรับที่น่าสนใจอยู่ที่ 3,960 และ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ และเมื่อปรับฐานเสร็จสิ้นแล้ว ในระยะกลางลุ้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง ลุ้นดีดทดสอบแนวต้าน 4,400 และ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ ส่วนระยะยาวมองว่ายังสามารถไปต่อได้อีก 16 ปี จนกว่าจะครบรอบในเชิง Elliott Wave Supercycle



