คลื่นความร้อนและไฟป่าที่ลุกลามในหลายประเทศของยุโรปช่วงฤดูร้อนปีนี้ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิต ทรัพย์สิน สร้างความเสียหายอย่างหนักทั้งต่อชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์คาดการณ์มานานหลายทศวรรษ

เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร เผยว่า ‘ศ.ดร.สเตฟาน ราห์มสตอร์ฟ’นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากสถาบันวิจัยผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพ็อทสดัม ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สัมผัสเหตุการณ์นี้ด้วยตนเองระหว่างพักผ่อนที่เมืองลากาโน ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของฝรั่งเศส เขาเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากหลังแนวสันทราย ก่อนที่อีกเพียง 2 วันต่อมา ไฟป่าจะขยายวงจนกลายเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่

ไฟป่ารุนแรงถึงขั้นก่อให้เกิดเมฆพายุไฟ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถจุดชนวนไฟป่าแห่งใหม่ได้ ราห์มสตอร์ฟจึงยุติวันหยุดก่อนกำหนด เดินทางกลับเมืองบอร์กโดซ์ (Bordeaux) เพื่อขึ้นรถไฟกลับเยอรมนี เพราะไม่ต้องการสูดอากาศที่ปกคลุมด้วยควันไฟเป็นเวลานาน พร้อมเล่าว่า ดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกลุ่มควันกลายเป็นสีแดงเข้ม ส่วนท้องฟ้าทั้งผืนถูกย้อมเป็นสีส้ม จนให้ความรู้สึกราวกับอยู่บนดาวอังคารหรือในภาพยนตร์โลกหลังหายนะ

ข้อมูลยืนยันชัด

ราห์มสตอร์ฟศึกษาประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานกว่า 35 ปี โดยเขาย้อนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่แม่น้ำเอลเบอ ในปี 2545 และคลื่นความร้อนในยุโรปปี 2546 ที่คร่าชีวิตผู้คนราว 7 หมื่นคน ซึ่งในครั้งนั้นคิดว่าโลกคงหันมาเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวด แต่กว่า 20 ปีผ่านไป โลกกลับปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มอีกกว่า 7.5 แสนล้านตัน ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ราห์มสตอร์ฟกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มศึกษาระดับปริญญาเอกในทศวรรษ 2523 วงการวิทยาศาสตร์ก็มีหลักฐานชัดเจนแล้วว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและนำไปสู่ผลกระทบในหลายด้าน

นอกจากนี้ งานวิจัยที่เขาร่วมจัดทำในปี 2566 ยังพบว่า บริษัทน้ำมันเอ็กซอนโมบิลเคยคาดการณ์แนวโน้มภาวะโลกร้อนได้อย่างแม่นยำตั้งแต่หลายสิบปีก่อน แม้ข้อมูลที่บริษัทสื่อสารต่อสาธารณะในเวลานั้นจะขัดแย้งกับผลการคาดการณ์ของตนเองก็ตาม

วิกฤตลุกลาม

ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า ปี 2569 ยุโรปมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนฝรั่งเศสมีพื้นที่ถูกไฟไหม้มากกว่าทุกปีที่เคยมีการบันทึกข้อมูลมา โดยภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ มีประชาชนในฝรั่งเศสและสเปนมากกว่า 3 แสนคน ต้องอพยพออกจากบ้านและที่พัก หรือกระทั่งบ้านเรือนและทรัพย์สินของหลายครอบครัวถูกไฟเผาจนเหลือเพียงซาก

นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากโลกไม่ได้เผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะเดียวกัน ดินในยุโรปตะวันตกก็แห้งแล้งกว่าปกติ ด้วยสภาพเช่นนี้ยิ่งทำให้ไฟป่าลุกลามได้ง่าย และมีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

เตือนก่อนสาย

ผลวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า คลื่นความร้อนในยุโรปปีนี้อาจคร่าชีวิตคนอย่างน้อย 10,000 หมื่นคน และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้ปลูกธัญพืชคิดเป็นมูลค่าราว 2 พันล้านยูโร

ราห์มสตอร์ฟกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร เพราะสอดคล้องกับแบบจำลองที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นมานานหลายสิบปี แม้ภัยพิบัติบางอย่างจะเกิดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ก็ตาม

ปัจจุบัน ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ร้อนเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกประมาณ 2 เท่า ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดภัยพิบัติรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งคลื่นความร้อน ไฟป่า และน้ำท่วมครั้งใหญ่ เช่น เหตุน้ำท่วมหุบเขาอาร์ ในเยอรมนีเมื่อปี 2564 และเมืองบาเลนเซียของสเปนในปี 2567 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้ฝนตกหนักรุนแรงขึ้น

แม้ผู้นำยุโรปจะยอมรับถึงความรุนแรงของปัญหา แต่หลายฝ่ายกลับเดินหน้าผ่อนปรนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ลดความเข้มงวดของระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของยุโรปในการลดการปล่อยมลพิษ

ราห์มสตอร์ฟเตือนว่า หลายคนยังเชื่อว่าหากรอให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้แล้วค่อยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกจะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ความเป็นจริงคือคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากจะคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนานนับพันปี ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้คือเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้รุนแรงไปกว่าที่เป็นอยู่