สถาบันไทยพัฒน์ เปิดตัว รีพอร์ตแอลเอ็ม’ (ReportLM) เครื่องมือเอไอสำหรับช่วยจัดทำรายงานความยั่งยืน โดยพัฒนาบนตัวแบบภาษารายงาน (Report Language Model) ที่อ้างอิงมาตรฐานของ Global Reporting Initiative เพื่อช่วยลดเวลาในการเตรียมข้อมูลได้เฉลี่ย 60% ท่ามกลางข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่มีความเข้มข้นขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมากขึ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการมลภาวะและของเสีย ไปจนถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าและมาตรฐานการรายงานระดับโลก ส่งผลให้การรวบรวม ตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรมากกว่าเดิม

รีพอร์ตแอลเอ็ม จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระในขั้นตอนดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้องค์กรที่มีข้อมูลในแบบ 56-1 วัน รีพอร์ต (56-1 One Report) สามารถจัดทำรายงานความยั่งยืนตามมาตรฐาน GRI แบบแยกเล่มได้สะดวกขึ้น รวมถึงช่วยให้องค์กรที่ยังไม่เคยจัดทำรายงานความยั่งยืน มีแนวทางจัดทำรายงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้ง่ายขึ้น

เครื่องมือที่ว่านี้ใช้เทคโนโลยี Retrieval-Augmented Generation วิเคราะห์รายงานประจำปีและข้อมูลความยั่งยืนที่องค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะ จากนั้นเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อกำหนดการเปิดเผยของ GRI พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการรายงานภายในระบบ ReportLM ทำให้ลดเวลาในการค้นหาและจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI ได้เฉลี่ย 60%

แม้กระบวนการจัดทำรายงานจะรวดเร็วขึ้น แต่การตรวจสอบ แก้ไข และอนุมัติข้อมูลก่อนเผยแพร่ยังเป็นความรับผิดชอบขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถอ้างอิงได้

‘วรณัฐ เพียรธรรม’ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา ReportLM มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรทุกขนาดเข้าถึงการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลได้ง่ายขึ้น โดยใช้กระบวนการรายงานเป็นจุดตั้งต้นในการกำหนดตัวชี้วัด กรอบการดำเนินงาน นโยบาย และกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

วรณัฐกล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ มากกว่าการตัดสินใจแทน องค์กรจึงยังต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้อง ความครบถ้วน และการอนุมัติข้อมูลขั้นสุดท้าย พร้อมจัดให้มีกระบวนการกำกับดูแลที่ชัดเจน ตั้งแต่การควบคุมเอกสารต้นฉบับ การตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการอนุมัติของฝ่ายบริหาร คณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเอไอมาใช้กับการรายงานความยั่งยืน

สถาบันไทยพัฒน์ระบุว่า การขยายตัวของข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ทำให้ต้นทุนในการจัดทำรายงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากองค์กรต้องรวบรวม ตรวจสอบ และอธิบายข้อมูลจากการดำเนินงานและคู่ค้าจำนวนมาก การวิเคราะห์เอกสารแบบอัตโนมัติจึงช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ และช่วยให้สามารถระบุช่องว่างของข้อมูลได้ก่อนถึงกำหนดเปิดเผยรายงาน

ทั้งนี้ ในระยะถัดไป สถาบันไทยพัฒน์มีแผนพัฒนา ReportLM ให้รองรับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเพิ่มเติม เช่น มาตรฐานไอเอสเอสบี (ISSB) และมาตรฐานจีเอชจี โปรโตคอล (GHG Protocol) เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านการรายงานที่เพิ่มขึ้น และช่วยให้องค์กรเตรียมความพร้อมต่อมาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ