เมื่อวันที่ 3 ส.ค. เวลา 10.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ แถลงถึงท่าทีของประเทศไทยต่อกรณีที่นายทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แถลงเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงประเทศไทย และผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ท่าทีของรัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น และไม่ยอมรับในรายงานของนายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา อีกทั้ง รายงานฉบับนี้ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แต่เป็นรายงานของนายแอนดรูว์ส ซึ่งตามอาณัติที่นายแอนดรูว์สได้รับของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นั้น รายงานนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตนเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะดังกล่าว และจะต้องมีการอภิปรายจากประเทศสมาชิกของยูเอ็นเอชอาร์ซี ซึ่งไทยเป็นสมาชิกด้วย ส่วนคณะมนตรีฯ จะดำเนินการกับรายงานฉบับนี้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการอภิปราย อาจมีการรับทราบ และอาจมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆ จากประเทศสมาชิก ทั้งนี้ เมื่อมีการอภิปราย เราคงมีข้อสังเกตและข้อโต้แย้งของเราในหลายประเด็นด้วยกัน
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การเสนอรายงานของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาตินั้น จะต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง เพราะรายงานนั้นจะถูกใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาของคณะมนตรีฯ สำหรับสิ่งที่เรากังวลคือ รายงานของนายแอนดรูว์สซึ่งตามอาณัติหลักแล้วเกี่ยวข้องกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แต่กลับมีหลายประเด็นที่พาดพิงถึงประเทศไทย ตั้งแต่เรื่องความขัดแย้ง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยอันเป็นผลจากสงคราม และความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมถึงแรงงานกัมพูชาที่ต้องเดินทางจากไทยกลับสู่กัมพูชา โดยนายแอนดรูว์สไม่ตรวจสอบหรือสอบถามฝ่ายไทยว่ามีความคิดเห็นอย่างไร จึงทำให้เรากังวลต่อการทำงานของนายแอนดรูว์สที่ต้องยึดหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และความไม่ลำเอียง

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนสิ่งที่เรากังวลเป็นพิเศษ คือฝ่ายกัมพูชานำเรื่องนี้ไปเผยแพร่และเลือกหยิบบางประเด็นจากรายงานไปขยายผลต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่พาดพิงถึงประเทศไทย และนำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งที่การหารือระหว่างผู้นำของไทยและกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ตกลงกันแล้วว่าจะละเว้นจากการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นและสามารถเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ การดำเนินการดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาจึงสะท้อนว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เราไม่อยากให้รายงานของแอนดรูว์สถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกัมพูชา
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวโต้แย้งข้อมูลที่นายแอนดรูว์สกล่าวหาว่าชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยและไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ จำนวน 650,000 คน ว่า ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวรวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่รุกล้ำเขตแดนของไทยด้วย ตั้งแต่ที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ได้เดินทางกลับ จึงกลายเป็นหมู่บ้านของชาวกัมพูชาที่ตั้งอยู่ในเขตแดนไทย คนกลุ่มนี้จึงไม่อยู่ในข่ายของผู้ที่เรียกว่า “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” อีกทั้งต้องรอการแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกรอบของแถลงการณ์ร่วมที่เราได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และเจตนารมณ์ของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ที่เมืองเซบู ซึ่งตกลงกันว่าจะใช้การหารือแบบทวิภาคี และดำเนินมาตรการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่ข้อยุติขั้นสุดท้ายในประเด็นต่างๆ
“สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ คือ เหตุใดรายงานจึงไม่กล่าวถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ประเทศไทยมีความสูญเสียเช่นกัน มีพลเรือนเสียชีวิต โรงพยาบาลถูกโจมตี และโรงเรียนถูกโจมตี ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชาก่อน ในช่วงที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก เพราะฉะนั้น หากรายงานต้องการนำเสนออย่างเป็นธรรม ก็ต้องมีการนำเสนอความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย และเราขอโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยถูกบังคับให้เดินทางกลับกัมพูชา จนสร้างภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชานั้น ขอชี้แจงว่าประเทศไทยไม่เคยบังคับหรือผลักดันแรงงานกัมพูชาให้เดินทางกลับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่อยู่ในไทยอย่างถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ เมื่อแรงงานเหล่านี้กลับไปแล้ว และไม่มีงานทำ ก็กลายเป็นภาระของรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาที่จะต้องดูแลแรงงานเหล่านี้”นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังมีเรื่องเสรีภาพทางการเมือง การแสดงความเห็น อาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม การค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของประชาคมโลก ซึ่งไทยมีความห่วงใย และในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่การหยุดยิง ก็พูดถึงความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ และไทยในฐานะเป็นสมาชิกคณะมนตรีมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจังในการประชุมสมัยหน้า รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง และเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการมากขึ้นในการปราบปรามสแกมทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กัมพูชากำลังเริ่มทำอยู่
“การที่กัมพูชาหยิบยกประเด็นเหล่านี้ไปนำเสนอในทางที่สร้างความเสียหายต่อประเทศไทย ให้ร้ายประเทศไทย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเป็นสิ่งที่กัมพูชาทำมาตลอด แต่น่าเสียดาย ในเมื่อเขาอยากเดินหน้า แก้ไขปัญหาทั้งทางบก ทางทะเล ก็ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ต้องทำให้การหยุดยิงยั่งยืน และละเว้นการโจมตีระหว่างกันในเวทีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไทยจะทำหนังสือคำชี้แจง ความกังวลและข้อห่วงใย ถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน”นายสีหศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชาที่ยังโจมตีไทยด้วยแผนที่ 1:200,000 จุดยืนของประเทศไทยเป็นอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่นั้นเป็นเพียงเอกสาร แต่ขอยืนยันว่ายังมีเอกสารอื่นเพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะต้องดูเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง สันปันน้ำ และประเทศไทย ยังยืนยันในแผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นจุดยืนของเรามา เพราะส่งผลต่อคณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี).



