วันที่ 3 ส.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงานสัมมนาประจำปี 2569 ณ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยระหว่างการบรรยายว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างชัดเจนตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เช่น การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ และการควบคุมระบบการชำระเงินให้มั่นคง
แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเชิงโครงสร้างได้กลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและธุรกิจ
“ยุคนี้เป็นยุคที่แบงก์ชาติเปลี่ยนชัดเจน เราปรับตัวตามบริบทและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป เราขยายบทบาทนอกเหนือจากดูเงินเฟ้อ คือเข้าดูแลเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะมันเป็นตัวเหนี่ยวรั้งทำให้เศรษฐกิจโตต่ำลง”
แม้หน้าที่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นของรัฐบาล แต่ ธปท. จะเข้ามามีบทบาทในการ “ประคับประคอง” และ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนมีความแข็งแรงขึ้นในระยะยาว แต่การแก้ปัญหาต้องใช้เวลา
ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย นายวิทัย ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวลว่า GDP ของไทยมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโต 7% เหลือเพียง 3% หลังโควิด-19 และในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.3% แม้จะดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.5% แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า High-tech, AI, Data Center และ Cloud Service ที่ขยายตัวถึง 45%
อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้กลับมี “จุดเปราะบาง” คือ การจ้างงานต่ำใน Data Center, การใช้สินค้าในประเทศ (Local Content) น้อย มีสัดส่วนเพียง 30% เมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไปที่ 70% และกำไรไม่ตกถึงคนไทย ผู้ผลิตในกลุ่มไฮเทค มีเพียง 105 ราย ซึ่ง 85 ราย เป็นของต่างชาติ
นายวิทัย กล่าวว่า การเปลี่ยนบทบาทของธปท.ทำให้ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น นโยบายที่ออกมา เป็นนโยบายการเงินในเรื่องของการปรับดอกเบี้ยนโยบาย และโครงการต่างๆ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและดูแลระดับไมโคร
นอกจากนี้ไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องภาคธุรกิจกู้เงินไม่ได้ คอร์รัปชัน การศึกษา ความไม่เป็นธรรม รายย่อยเอสเอ็มอีถูกเอาเปรียบเรื่องค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในยุคที่กำไรจากดอกเบี้ยลดลงเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาหารายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น โดย ธปท.ได้เข้าไปลดค่าธรรมเนียมในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายวิทัย ระบุว่า เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีประชากรถึง 1 ใน 3 ของประเทศ และมีฐานการผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ แต่กลับมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากรายได้ครัวเรือนอีสานเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 260,000 บาท และมีสัดส่วนหนี้ถึง 58% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการและหนี้ครัวเรือน
นายวิทัย ระบุว่า ในภาพรวมสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาเป็นบวกแล้ว โดยในเดือนล่าสุดสินเชื่อขนาดใหญ่เติบโต 4.8% แต่ของภาคอีสานติดลบ 10% ขณะที่ คุณภาพสินเชื่อ (NPL) ในภาพรวมเริ่มทรงตัว แต่ในภาคอีสานพบว่า NPL ของธุรกิจพุ่งสูงถึง 10% ส่วนภูมิภาคอื่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% เท่านั้น
ขณะเดียวกันสินเชื่อเอสเอ็มอียังคงติดลบอยู่ ธปท.จึงได้ออกโครงการต่างๆมาสนับสนุน เช่น โครงการเอสเอ็มอีเครดิตบูสต์ เป็นกลไกค้ำประกันใหม่ ขณะนี้ปล่อยได้ 50,000 ล้านบาท หวังว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีกลับมาได้ในปี 2570 ซึ่งโครงการนี้ถ้าสำสำเร็จ จะเสนอรัฐบาลขอให้ปรับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจเปลี่ยนใหม่หมดจากในปัจจุบัน จะช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อกว้างมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีโครงการใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน (ซีเคียวพลัส) ในการได้สินเชื่อ โดยรวม 2 โครงการ คาดว่าจะปล่อยได้ 130,000 ล้านบาทในปี 2570 และยังมีการแก้หนี้รายย่อย เข้าไปช่วยเหลือหนี้รายเล็กที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือแล้วเกือบ 150,000 ราย และตั้งเป้าให้ถึง 300,000 รายในปี 2570
นายวิทัย ระบุว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอีสาน ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ จะผลิตแบบเดิมไม่ได้ เพราะไม่สามารถสู้ต้นทุนของสินค้าจากจีนได้
“อีสานไม่ได้ขาดศักยภาพหรือคนเก่ง แต่เป็นช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดย ธปท.เป็นกำลังใจให้และพยายามออกเครื่องมือทุกอย่างที่ทำได้ ภายใต้บริบท เอื้อมมือออกมาไกลมาก ซึ่งเป็นในยุคที่ ยื่นมือ ติดดิน จะเน้นสองคำนี้เป็นหลัก”



