เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภา กทม. ว่า วันนี้ สภา กทม. และ ฝ่ายบริหาร จะมีการพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณปี 2570 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ร่างงบฯ ปีนี้ขลุกขลักนิดหน่อยเพราะอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง ดังนั้นคนที่เสนอร่างเข้าสภาจึงไม่ใช่ตน แต่เป็นปลัด กทม. เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ยื่นข้อบัญญัติ 90 วันก่อนปีงบประมาณใหม่ ซึ่งตรงกับช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งตนเข้ามาไม่ทัน แต่ไม่เป็นไร หลักการคือปีนี้เราเสนองบมา 93,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบแบบสมดุล จากการคาดการณ์ว่าจะเก็บเงินได้ประมาณ 98,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า เงินส่วนนี้มีข้อสังเกตสำคัญอย่างหนึ่งคือปีนี้ กทม.จะมีภาระค่าใช้จ่ายสำคัญเพิ่มขึ้นมา 6,000 ล้านบาท คือเป็นการจ่ายส่วนต่างระหว่างรายได้รถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยาย กับที่ต้องไปจ้างเดินรถ และที่เก็บเงินได้ จะมีส่วนต่างอยู่ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท แล้วก็มีค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่จ่ายให้กระทรวงการคลัง ซึ่งออกเงินไปก่อน รวมแล้ว 6,000 ล้านบาท แต่ก่อนนี้ กทม.ใช้เงินสะสมในการจ่ายหนี้ แต่ปีนี้สภาแนะนำให้ตั้งงบเข้ามา จ่ายเป็นเงินรายปี ฉะนั้นเงินจำนวน 93,000 ล้านบาทนี้จะถูกหักไป 6,000 ล้านบาท จะเหลือประมาณ 87,000 ล้านบาท ที่เอามาใช้ในการจัดการได้

นอกจากนี้ จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประมาณ 29,000 ล้านบาท รวมกับที่ตั้งงบฯ ไว้จะมีเงินรวมประมาณ 122,000 ล้านบาท ทั้งนี้ งบลงทุน (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) ปรับลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องนำไปชดเชยภาระค่าใช้จ่ายข้างต้น งบพัฒนาเส้นเลือดฝอย/ระดับเขต (ประมาณ 6,600 ล้านบาท) ซึ่งยังคงเน้นย้ำ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นเลือดฝอยในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ยังคงดำเนินการต่อเนื่องตามภาระผูกพันเดิม โดยมีการเปิดโครงการใหม่ที่มีภาระผูกพันลดลงเหลือเพียง 14 โครงการ

นายชัชชาติ ระบุเพิ่มว่า รายรับของ กทม.มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือรายรับที่ กทม.เก็บเอง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้ายต่าง ๆ ตั้งเป้าไว้ประมาณ 23,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นส่วนที่รัฐบาลเก็บให้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรต่าง ๆ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรถ ส่วนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล (เหลือ 0.01% และขยายเพดานราคาเป็น 7 ล้านบาท) อาจทำให้รายได้ของ กทม. หายไปเกือบ 5,000 ล้านบาท โดย กทม. เตรียมเข้าหารือกับรัฐบาลเพื่อหาแนวทางชดเชย ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้จัดทำ เว็บไซต์ openbudget.bangkok เพื่อเปิดเผยข้อมูลงบประมาณแบบ Open Data ให้ประชาชนสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบ ให้ความคิดเห็น และเสนอแนะการใช้วงเงินงบประมาณได้อย่างโปร่งใส

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากในการพิจารณางบประมาณของคณะกรรมการวิสามัญ ทางสภาจะให้มีการถ่ายทอดสด มีความกังวลเรื่องความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนว่าไม่มีปัญหา ตนว่าดี ทุกอย่างก็ต้องโปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ แต่เราต้องเคารพสภา เพราะเป็นเรื่องที่สภาตัดสินใจ สำหรับฝ่ายบริหารไม่มีข้อกังวล เพราะเราพร้อมให้ประชาชนเห็นการทำงานของเราอยู่แล้ว ก็คงแล้วแต่ทางสภาจะพิจารณา

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า อย่างที่บอกเรามีปัญหาเรื่องงบ อนาคตเรื่องสายสีเขียวก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องพิจารณาต่อไป และก็มีมติ ครม. แล้วเมื่อ 2 เดือนก่อน ให้ กทม.โอนสายสีเขียวทั้งหนี้ สินทรัพย์ และสิทธิให้กับรัฐบาล เพื่อจัดการระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสารให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ คิดว่าตรงนี้เป็นภาระสำคัญ ถ้าเราสามารถลดภาระได้ ก็จะทำให้เรามีเงินกลับมาดูแลพี่น้องประชาชนในด้านอื่นได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการคุยกับ BTS ที่จะโอนกลับไป รัฐบาลต้องคุยกับ BTS เองหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว BTS ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะเป็นเงื่อนไขที่มีอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนเจ้าของเท่านั้น เงื่อนไขสัญญาก็คงไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ประเด็นสำคัญคือต้องคุยกับรัฐบาลก่อนว่า มูลค่าโครงการเป็นเท่าไร เพราะเหมือนรัฐบาลได้รับรถไฟฟ้าไป 1 เส้น ก็อาจต้องมีค่าชดเชยในลักษณะ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) ให้กับ กทม. ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ลดภาระในอนาคตได้ เรื่องค่าโดยสารที่มีปัญหาอยู่ เพราะ กทม.ไม่สามารถเอาภาพรวมทั้งหมดมาจ่ายให้เส้นเดียวได้ ก็จะช่วยลดภาระส่วนต่าง และอาจมีเงินกลับมาเพื่อพัฒนาส่วนอื่นของ กทม. ด้วย เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ แต่สุดท้ายคงต้องหารือร่วมกับสภา กทม. เพราะเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ถ้าโอนให้รัฐบาล ค่าก่อสร้างที่ยังค้างอยู่ เราต้องจ่ายด้วยหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ค่าก่อสร้างคงรวมอยู่ใน Book Value แล้ว คาดว่าจะชำระรวมกัน ค่าก่อสร้างไม่น่าใช่เรื่องใหญ่ถ้าโอนกลับไป เพราะเป็นของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือมูลค่าปัจจุบันจะเป็นเท่าไร เนื่องจากพอถึงปี 2572 รายได้ทั้งหมดจะเข้าที่ กทม. 100% แล้ว มูลค่าในอนาคตเป็นเท่าไร ทรัพย์สินเป็นเท่าไร ต้องคุยกัน และมีการชำระเงินในส่วนค่ารถและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สิ่งที่เราดำเนินการมาตลอด เรื่องสัมปทานก็ต้องดูว่ามีมูลค่าเท่าไร ตอนนี้มีการตีมูลค่าอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในกระบวนการเตรียมการเจรจา การหารือ และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยมีที่ปรึกษากำลังจัดทำตัวเลขอยู่

ทางด้าน น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในส่วนของพรรคประชาชน ว่า สำหรับการอภิปรายงบประมาณประจำปี 2570 จะมีการตรวจสอบเข้มข้นเหมือนเดิมและจะเป็นการอภิปรายของ สก.หน้าใหม่จำนวนมาก และในครั้งนี้ถึงแม้ว่างบโดยรวมของ กทม.จะมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้คาดว่ามีงบราวกว่า 5,000 ล้านบาทที่จะต้องนำไปใช้จ่ายค่าเดินรถ BTS และดอกเบี้ยเงินกู้กระทรวงการคลัง ซึ่งที่ผ่านมาเงินสะสมของกรุงเทพฯ ร่อยหรอลงไป เนื่องจากผู้ว่าฯ ชัชชาติได้นำเงินไปจ่ายหนี้ BTS หลายหมื่นล้านบาท ดังนั้น ตอนนี้ที่กลายเป็นค่าเดินรถปกติ ทำให้กินเข้ามาในงบประมาณลงทุนของกรุงเทพมหานคร จึงทำให้งบประมาณที่ลงไปถึงพี่น้องประชาชนลดลงตามไปด้วย

“ซึ่งในปีนี้งบประมาณจะเป็นโครงการต่อเนื่องและเป็นเรื่องเดิม ทั้งนี้ในบางโครงการที่ขอมา ตั้งข้อสังเกตว่าไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร รวมถึงงบประมาณที่ลงสู่เส้นเลือดฝอยและสำนักงานเขตอาจจะมีการถูกตัดลดลง ก็จะสะท้อนลงไปถึงประชาชนว่าการแก้ไขหรือปรับปรุงตามซอยต่างๆ” ประธานสภา กทม.กล่าว