นายพงษ์รวี นามวงศ์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม เปิดเผยว่าจากปัญหาแรงงานขาดแคลนและต้นทุนที่พุ่งสูงในทุกขั้นตอนการผลิตกาแฟ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร แก้โจทย์นี้ด้วยเครื่องจักรที่ครอบคลุมตั้งแต่เก็บเกี่ยวถึงคัดแยกเมล็ด เกษตรกรผู้ใช้จริงยืนยัน คุณภาพกาแฟดีขึ้น ขายได้ราคาสูงขึ้น
“เมล็ดที่คนคัดเวลานำไปคั่วสีของเมล็ดจะไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ถ้าใช้เครื่องนี้คัดเมล็ดกาแฟคั่วจะเป็นสีเดียวกันเลยครับ” นายธีระพงษ์ กันทะจีน เกษตรกรจากไร่สุวรรณ บ้านแม่แจ๋ม จังหวัดลำปาง เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังนำเครื่องคัดแยกเมล็ดกาแฟของกรมวิชาการเกษตรมาใช้ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 300 บาท ตอนนี้ขยับขึ้นไปถึง 320 บาท
ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่แรงงานคนในทุกขั้นตอนสำคัญของการผลิตกาแฟ ตั้งแต่เก็บเกี่ยว ล้างทำความสะอาด ตากแห้ง จนถึงคัดแยกเมล็ด ซึ่งแต่เดิมล้วนเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานคนจำนวนมาก ทำงานช้า และมีความคลาดเคลื่อนสูง
เริ่มจากเครื่องมือเก็บเกี่ยวผลกาแฟแบบพกพา น้ำหนักเบา ใช้แกนหมุนรูดผลออกจากกิ่งโดยตรง ทำงานได้เร็วกว่าแรงงานคนหลายเท่าตัว ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวได้เป็นอย่างดี
ต่อด้วยเครื่องล้างทำความสะอาดผลกาแฟอะราบิกา ที่ใช้หลักการลอยน้ำแยกผลดีออกจากผลเสีย นายปรีชา อานันท์รัตนกุล วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กล่าวว่า “เครื่องล้างทำความสะอาดผลกาแฟอาราบิก้า ใช้ในการทำความสะอาด คัดแยกสิ่งเจือปน และคัดแยกคุณภาพของผลกาแฟด้วยวิธีการลอยน้ำ ใช้ในการทดแทนแรงงานคน กาแฟที่ผ่านเครื่องตัวนี้สามารถนำไปแปรรูปต่อในขั้นตอนต่อไปได้โดยทันที”
“โรงตากแห้งกาแฟอาราบิก้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทำมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่การตากในพื้นที่สูง ช่วยลดระยะเวลาในการทำให้แห้ง ทำให้เกษตรกรผลิตกาแฟแห้งได้มากขึ้น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่สูง จากเดิมที่เกษตรกรต้องคอยคลุมผ้ากันความชื้นตอนกลางคืน ยังช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้อีกด้วย”
นายมานพ รักญาติ วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม อธิบายว่า เครื่องคัดแยกเมล็ดกาแฟด้วยความถ่วงเฉพาะ ช่วยคัดแยกเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพต่ำที่มีความหนาแน่นน้อยได้แก่ เมล็ดลีบเบา เมล็ดหูช้างกลวงใน เมล็ดแมลงเจาะและสิ่งแปลกปลอมออกจากเมล็ดที่มีคุณภาพดี มีความแม่นยำในการคัดแยกมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ รวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคน 50 เท่า และช่วยลดต้นทุนการคัดแยกเมล็ดได้เฉลี่ย 5,000 บาทต่อตัน
ด้านนายธีระพงษ์ กันทะจีน เกษตรกรผู้ใช้เครื่องคัดแยกเมล็ดกาแฟ ยืนยันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในไร่ของตนว่า “การคัดเมล็ดกาแฟเมื่อก่อนใช้คนเยอะ แล้วก็ช้า เกิดความไม่แม่นยำในการคัดเมล็ด บางเม็ดสมบูรณ์แต่น้ำหนักเบา มองด้วยตาไม่ออก แต่หลังจากที่ได้เครื่องจากกรมวิชาการเกษตร จังหวัดเชียงใหม่เข้ามา ก็ทำให้เกิดความแม่นยำ รวดเร็วมากขึ้น เมล็ดกาแฟมีคุณภาพมากขึ้น”
นวัตกรรมทั้งหมดนี้ คือ คำตอบของกรมวิชาการเกษตรต่อโจทย์ใหญ่ของวงการกาแฟไทย นั่นคือการลดต้นทุน แก้ปัญหาแรงงาน และเพิ่มคุณภาพเมล็ดกาแฟให้สู้ในตลาดโลกได้ นวัตกรรมนี้ไม่ใช่แค่ทำให้ทำงานง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้เกษตรกร “ขายได้ราคาสูงขึ้น” จริง



