เมื่อวันที่ 4 ส.ค.พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. และ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. สั่งการ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ส.ต.อ.ทิวา นาหมื่น, ส.ต.อ.สกลเกียรติ มากคิด, ส.ต.อ.ภูริพันธ์ บุญยง, ส.ต.ท.สุทธิพงษ์ ต๊ะประจำ และ ส.ต.ท.ณรงค์วิทย์ พิมพ์กำเนิด ผบ.หมู่ กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุมตัว นายกิตติพงษ์ หรือ “โฟน” อายุ 26 ปี ชาวจ.บุรีรัมย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 65/2568 ลงวันที่ 14 ก.พ.68 ฐาน “เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด” โดยสามารถจับกุมได้บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต 2) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา

สืบเนื่องมาจาก ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2567 ผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ถูกผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ทราย” ส่งคำขอเป็นเพื่อนเข้ามา ก่อนจะทักทายพูดคุยตีสนิทผ่านข้อความแชต และชวนเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนขายสินค้าออนไลน์ อ้างเป็นการหารายได้เสริมที่ง่าย ไม่ต้องสต็อกสินค้าหรือแพ็กของ เพียงโอนเงินตามยอดที่กำหนด เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้า ระบบจะจัดการให้ทั้งหมด และผู้ลงทุนจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชั่น
ต่อมาคนร้ายได้ส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายติดต่อไลน์ ซึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ คอยแจ้งรายละเอียดและกำหนดยอดเงินโอน ในระยะแรกผู้เสียหายลองลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก และสามารถถอนเงินพร้อมค่าคอมมิชชั่นได้จริง จึงเกิดความไว้วางใจและเพิ่มวงเงินลงทุนมากขึ้น แต่เมื่อต้องการถอนเงินในยอดที่สูงขึ้น ระบบกลับแจ้งว่าทำรายการไม่ครบ มียอดสั่งซื้อเข้ามามากจนวงเงินไม่เพียงพอ ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อทำรายการให้เสร็จสมบูรณ์ ผู้เสียหายจึงทยอยโอนเงินไปอีกหลายครั้ง ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 123,829 บาท
ทว่าเมื่อโอนครบ กลุ่มมิจฉาชีพกลับอ้างเหตุผลใหม่ว่า “สินค้าถูกอายัด” ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกระบบ ทำให้ผู้เสียหายเริ่มสงสัยและตรวจสอบ จนพบว่าถูกหลอก เนื่องจากไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง แต่เป็นแพลตฟอร์มปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวง จึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดี

กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า นายกิตติพงษ์ ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งหลบหนีไปอยู่ทางภาคใต้ กำลังเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ จึงนำกำลังไปดักซุ่มรอที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 เมื่อพบตัวบุคคลมีลักษณะตรงตามหมายจับ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและนำบัตรประชาชนมายืนยัน พบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จึงแจ้งข้อหา ก่อนควบคุมตัวมาทำบันทึกจับกุมที่ บก.ปพ. และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.สองพี่น้อง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเมื่อช่วงต้นปี 2567 เคยให้เพื่อนยืมโทรศัพท์มือถือไปกดเงิน 1 ครั้ง หลังจากนั้นโทรศัพท์ได้หายไป และเชื่อว่าเพื่อนน่าจะนำไปใช้รับโอนเงินดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีหลักฐานการแจ้งความโทรศัพท์หายมายืนยัน และไม่สามารถจำวันเวลาที่เกิดเหตุได้

ทั้งนี้ตำรวจสอบสวนกลาง ได้ฝากเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อคำชักชวนลงทุนหรือหารายได้จากคนที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์เพียงไม่นาน และอย่าเชื่อการลงทุนที่อ้างว่ารับประกันผลตอบแทนสูง หากมีการเรียกให้โอนเงินเพิ่มเพื่อถอนเงินของตนเอง ให้หยุดโอนทันทีเพราะเป็นสัญญาณของมิจฉาชีพ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อให้รีบเก็บหลักฐาน ติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชีและแจ้งตำรวจทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย พร้อมย้ำเตือนว่า “ก่อนลงทุนต้องตรวจสอบ ก่อนโอนต้องคิด เพราะเงินที่เสียไป อาจไม่มีวันได้คืน”



