เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณาของอนุ กมธ.ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต่อการเสนอปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. สปสช. ว่า รายงานข้อศึกษาได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาภายในสมัยประชุมหน้า ประเด็นที่จะเสนอให้ปรับปรุง อาทิ 1.ที่มาของบอร์ด สปสช. ที่มีหน้าที่พิจารณาจัดสรรสิทธิของประชาชน ซึ่งบางเรื่องพบว่ามีประเด็นที่ถูกคัดค้านจากประชาชนและนักวิชาการ 2.การจัดสรรเงินที่มีลักษณะปลายเปิด เช่น ระบบกองทุนผู้ป่วยใน (ไอพีดี) ที่ให้งบเมื่อต้นปีต่อหน่วย ที่ 8,350 บาท แต่ปลายปี เหลือ 5,000 บาทต่อหน่วย เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง เหลือ 4,000-5,000 บาท ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุน
นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า 3.กรณีนวัตกรรม 7 นางฟ้า ที่ได้รับจัดสรรงบปลายเปิด ที่เรียกว่าเท่าไรเท่ากัน โดยตั้งงบไว้ที่ 3,700 ล้านบาท แต่ผ่านไป 6 เดือนพบว่าเงินหมด ทำให้ต้องนำเงินกองทุนลองเทอมแคร์ จำนวน 1,800 ล้านบาทมาอุดหนุน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งส่วนดังกล่าวถือว่าไม่สมดุลกับการใช้งบประมาณรายงานและข้อเสนอตามรายงาน เมื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาแล้ว หากที่ประชุมเห็นชอบ จะเสนอไปยังรัฐบาลให้พิจารณาต่อไป
นายอนันต์ชัย อัศวเมฆิน อนุ กมธ. กล่าวว่า จากการศึกษาต่อระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย มีข้อค้นพบสำคัญ คือ 1.ระบบเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่ปัญหางบประมาณ แต่เกี่ยวข้องกับวิธีจ่ายค่าบริการ การบริหารจัดการ และกลไกธรรมาภิบาล 2.การจัดสรรทรัพยากร ค่าชดเชยหลายบริการไม่สอดคล้องต้นทุนจริง ทำให้หน่วยบริการต้องนำเงินบำรุงของโรงพยาบาลอุดหนุนการให้บริการประชาชน 3.การกำหนดสิทธิประโยชน์ควรมีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งการตัดสินใจทุกเรื่องควรตั้งอยู่บนภาระโรค ความจำเป็นทางการแพทย์ ความคุ้มค่างทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และผลประโยชน์ประชาชนโดยรวม
นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า 4.ระบบธรรมาภิบาลควรรับการพัฒนาให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดให้ผู้ใช้สิทธิ ผู้ให้บริการ และผู้กำหนดนโยบายมีส่วนร่วมอย่างสมดุล 5.ต้องพัฒนาระบบรักษา โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง 6.แนวคิดเรื่องร่วมจ่าย เป็นประเด็นที่นำมาศึกษาแต่ กมธ.ไม่มีข้อสรุป ทั้งนี้หากอนาคตจะพิจารณาแนวทางใด ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ไม่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีมาตรการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน และ 7.หากไม่ปรับปรุง อาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบระยะยาวทั้งประสิทธิภาพการบริหารจัดการ คุณภาพบริการ ภาระของบุคลากร การเงินของโรงพยาบาล



