สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ จำกัดการให้สัญชาติแก่บุคคลที่เกิดในสหรัฐ ถือเป็นความพยายามครั้งใหม่ในการตีความสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด แม้ศาลสูงสุดเคยมีคำวินิจฉัยคัดค้านนโยบายดังกล่าว


การจำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการควบคุมการเข้าเมือง โดยเฉพาะสิ่งที่ทำเนียบขาวเรียกว่า “การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร” ซึ่งชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติอเมริกัน


หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าคำสั่งเดิมของทรัมป์ซึ่งมุ่งตัดสิทธิเด็กที่เกิดจากบิดามารดาซึ่งไม่ใช่พลเมืองหรือผู้พำนักถาวร เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทรัมป์เรียกร้องให้สภาคองเกรสบัญญัติกฎหมายในเรื่องนี้ แต่ยังไม่สำเร็จ ครั้งนี้จึงเลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทน แม้คำสั่งดังกล่าวจะไม่มีสถานะเทียบเท่ากฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสก็ตาม


ทั้งนี้ คำสั่งใหม่ยังจำกัดสิทธิของเด็กที่เกิดในสหรัฐจากบิดามารดาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติ รวมถึงบุตรของบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในสถานะ “ศัตรูต่างชาติ” และอาจส่งผลต่อผู้ที่เกิดในดินแดนของสหรัฐ หากสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย ที่เสนอให้ยกเลิกการให้สัญชาติโดยอัตโนมัติในดินแดนเหล่านั้น


คำสั่งของทรัมป์มีแนวโน้มเผชิญการฟ้องร้องในชั้นศาลอีกครั้ง จากการที่บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ของสหรัฐ ซึ่งเรียกว่า “ข้อกำหนดว่าด้วยสัญชาติ” ระบุว่า บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับการแปลงสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐ ย่อมเป็นพลเมืองสหรัฐ


อย่างไรก็ตาม การตีความรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 ที่มีมาอย่างยาวนาน รับรองสิทธิพลเมืองแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐ โดยมีข้อยกเว้นเพียงบางกรณี เช่น บุตรของนักการทูตต่างชาติ หรือสมาชิกกองกำลังของประเทศศัตรูที่เข้ายึดครอง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS