เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แถลงภายหลังถูกตำรวจรัฐสภา คุมตัวออกจากบริเวณการต้อนรับนายมิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่เดินทางเยือนรัฐสภาไทย เพื่อเข้าพบนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เนื่องจากได้ตะโกนส่งเสียง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” อย่างต่อเนื่องในบริเวณดังกล่าว
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ตนเองต้องการยื่นข้อเสนอ และข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลเมียนมา เพื่อประโยชน์ประเทศไทย ชาวไทย และชาวเมียนมา และแสดงให้เห็นว่า สส. ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาล หรือรัฐสภา จะให้การต้อนรับการเผด็จการซึ่งเป็นอาชญากรสงคราม ในที่ที่เป็นสถานที่ของประชาชน แม้นายมิน ออง ไลง์ จะมาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งแบบจัดฉาก ซึ่งตนเองพยายามยื่นหนังสือข้อเสนอ แต่ก็ไม่สามารถยื่นหนังสือได้ จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนคำขวัญ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนว่า รัฐสภาไทยยึดมั่นในจุดยืนเพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย มนุษยธรรม มนุษยชาติ เพื่อความเป็นธรรม
ผมรู้สึกเศร้าใจกับรัฐบาล และวุฒิสภา เพราะถือว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วย เพราะมีการปูพรมแดงให้กับเผด็จการ มือเปื้อนเลือด และสร้างปัญหามากมายให้กับประชาชนชาวไทย จึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ข้างสันติภาพ ไม่เอาสงคราม ไม่เอาความขัดแย้งรุนแรง ไม่ต้องการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน พร้อมเห็นว่า ภาพการต้อนรับนายมิน ออง ไลง์ ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาวันนี้ นับเป็นจุดตกต่ำมากที่สุดของยุทธศาสตร์การทูตของไทยบนเวทีโลก

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ภายในหนังสือ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายึดถือสันติธรรมประชาธิปไตย ยึดถือแนวทางตามความตกลงปางหลวง หรือ สัญญาปางโหลง ระหว่างนายพลอองซาน ผู้นำกอบกู้เอกราชของพม่า กับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งสหภาพพม่า เพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานาน และเปลี่ยนผ่านเมียนมาไปสู่การเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย และให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขผลกระทบจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่กระทบต่อคนไทย และประเทศไทย ทั้งปัญหาการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ การปะทะกันตามแนวชายแดน ปัญหาปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำ และมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน พร้อมเห็นว่า หากรัฐบาลภายใต้การนำของนายมิน ออง ไลง์ ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนและเดินหน้าสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตย และสันติภาพอย่างแท้จริง ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนเมียนมา และไทย ปรารถนาให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกคน
หลังจากนี้ จะมีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้ปัญหาตามแนวชายแดนและปัญหาข้ามพรมแดนลดลง และเกิดการฟื้นฟูสันติภาพ และประชาธิปไตยในเมียนมา
เมื่อถามถึง กรณีที่นายมิน ออง ไลง์ บอกกับประธานวุฒิสภาไทย ไม่ได้ติดใจกับที่ตนเองตะโกนนั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ก็ยินดีด้วย แต่สิ่งที่นายมิน ออง ไลง์ ทำไว้เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และหากฝ่ายไทยจะมีความเห็น หรือข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ยินดีช่วย เพราะมองว่า ไม่ว่าคนชาติไหนก็เป็นพี่น้องกันหมด และตนจะขอพบนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภาไทย เพื่อหารือว่า สส. จะสามารถมีบทบาทในเชิงการทูตของรัฐสภาได้หรือไม่ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยอาจเริ่มต้นจากการเยี่ยมเยียนนักโทษทางการเมืองอย่างนางออง ซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่า เพื่อติดตามว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไร



