สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่ากระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เผยแพ่รายงานว่า อัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นลดลงเหลือ 37% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา ลดลง 1 จุดจากปีก่อน และต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มเป็น 45% ภายในปีงบประมาณ 2573


อัตราดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในระดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สะท้อนความเปราะบางของญี่ปุ่นต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานอาหาร ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


ทั้งนี้ อัตราพึ่งพาตนเองซึ่งคำนวณจากปริมาณแคลอรี วัดสัดส่วนอาหารที่บริโภคภายในประเทศและผลิตได้ในประเทศ ลดลงจากการบริโภคข้าวที่หดตัว และปริมาณสต็อกข้าวของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น


แม้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการผลิตพืชที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง เช่น ข้าวสาลีและถั่วเหลือง แต่อัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารยังอยู่ต่ำกว่า 40% ติดต่อกันมานานกว่าทศวรรษ


รายงานฉบับนี้ประเมินด้วยว่า ในปี 2566 ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส และสหรัฐ มีอัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารสูงกว่า 100% ขณะที่เยอรมนีอยู่ที่ 81% สหราชอาณาจักร 56% และอิตาลี 51%


อย่างไรก็ตาม หากคำนวณจากมูลค่าการผลิต อัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2 จุด เป็น 66% ในปีงบประมาณล่าสุด จากราคาข้าวและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น


ภาคเกษตรญี่ปุ่นยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งแรงงานสูงวัย ขาดผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม และพื้นที่เพาะปลูกที่ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคที่หันจากข้าวไปสู่เนื้อสัตว์และอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมากขึ้น


เพื่อบรรลุเป้าหมาย 45% รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลีและถั่วเหลือง ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง พร้อมทบทวนความคืบหน้าและพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ภายในเดือนส.ค.นี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES