สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวที่หยั่งรากลึกในระบบราชการไทย ขบวนการนี้ถูกออกแบบและวางแผนมาอย่างแยบยลตั้งแต่การกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ไปจนถึงกระบวนการจัดจ้างและจัดสอบ ซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้มีอิทธิพล

สอดรับกับผลสอบชุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 68 ภายใต้การนำของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่พบความผิดเกือบทุกกระบวนการ อาทิ การกำหนดอัตราตำแหน่งที่บวมขึ้นจาก 8,000 เป็น 10,000 ตำแหน่ง กระบวนการก่อนจัดสอบและ TOR ที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของ ก.พ. การจัดการเอกสารที่หละหลวม ไปจนถึงขั้นตอนการประกาศผลและบรรจุแต่งตั้ง ผลการตรวจสอบพบข้อบกพร่องแทบทุกจุด และมีผู้เข้าไปมีส่วนพัวพันมากกว่าร้อยคน ครอบคลุมทั้งข้าราชการระดับสูง คู่สัญญา และบุคคลภายนอกที่ไม่มีหน้าที่แต่เข้าไปเกี่ยวข้อง

ปกรณ์” มีความชัดเจนและเด็ดขาด เปรียบการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็น “มะเร็งร้าย” โดยสะท้อนผ่านคำกล่าวว่า  “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ

โดยรายงานชิ้นนี้เปรียบเสมือน “สารตั้งต้น” ที่ถูกส่งมอบต่อให้ “อนุทินชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย (มท.1) เพื่อใช้เป็นฐานในการใช้ “ยาแร

” กวาดล้างผู้กระทำผิดแบบถอนรากถอนโคน ทั้งทางอาญา แพ่ง วินัย และจริยธรรม

  ส่วนจะไปถึงนักการเมืองที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ชุด “ปกรณ์” ไม่ได้ระบุชัดเจน แต่เป็นคำถามสำคัญที่สังคมตั้งตารอ เพราะหัวใจสำคัญของการทลายเครือข่ายนี้ที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ 

ด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้สูงถึง 4,500 ล้านบาท และอัตราการเรียกรับเงินค่าจ้างโกงสอบที่ตกหัวละ 3-8 แสนบาท เม็ดเงินมหาศาลระดับนี้ย่อมต้องมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงระดับ “บิ๊กนักการเมือง” หรือไม่เนื่องจากมีข้อสังเกตว่ามีคนใกล้ชิดเชื่อมโยงกับนักการเมืองใหญ่ในภาคอีสานและภาคใต้ ที่ถูกระบุว่าได้รับการจัดสรรโควตาที่นั่งสอบบรรจุเพื่อนำไปกระจายต่อให้เครือข่าย

งานนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องจัดการอย่างเด็ดขาดไม่ให้ถูกตัดตอน

ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า พี่น้องประชาชนไม่เชื่อว่าจะหยุดอยู่แค่ระดับอธิบดี แต่ต้องไปไกลได้มากกว่านั้น

วันนี้ต้องมีความพยายามที่จะสืบหาให้ไปไกลมากกว่านั้น หรือตั้งใจที่จะต้องการให้มันยุติเพียงเท่านี้ “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คือคนที่บงการสูงสุดหรือไม่เท่านั้นเอง ดิฉันคิดว่าวันนี้ต้องมีคำตอบ”..ภคมน ระบุ

ขณะที่ “อนุทิน” ย้ำเรื่องนี้ว่า “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่จำเป็นต้องไปรู้ว่าใคร โดนใครก็คนนั้น ผมจะไปถามว่ามีนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่ามอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุดมีอำนาจจัดการ ไม่สามารถไปบังคับได้เลย เช่น ป.ป.ช. 

ท้ายที่สุด บทสรุปของคดีทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้ นอกจากจะพิสูจน์ความเด็ดขาดว่ารัฐบาลจะสามารถลากนักการเมือง มารับโทษโดยไม่ถูกตัดตอนได้หรือไม่ และหากทำได้จริง วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กอบกู้ศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา ดังที่นายกฯประกาศไว้จะรีเซตกระทรวงมหาดไทย เพื่อล้างภาพเชิงลบไม่ให้ถูกเรียกว่า ”กระทรวงมหาไถ“ อีกต่อไป

///