วันนี้( 11 ส.ค.) ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวภายหลัง การประชุม บอร์ด กสทช.ล่มเป็นครั้งที่ 4 ถึงสถานการณ์และความขัดแย้งภายในสำนักงาน กสทช. ว่า ขอยืนยันว่า ตนเองเข้ามาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยึดมั่นในการทำงานตามกรอบกฎหมายอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ได้เข้ามาเพื่อเล่นเกมการเมือง หรือสร้างความขัดแย้งใด ๆ ตามที่มีการปล่อยข่าวหรือพยายามดิสเครดิตกรรมการในขณะนี้
“ในความเป็นจริง กลุ่มตน ตกเป็น ผู้ถูกกระทำ และเป็นผู้ถูกฟ้องร้องทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง ฃณะทีในส่วนของกลุ่มตน มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพียง คดีเดียวเท่านั้น คือกรณีเงินสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก มูลค่า 600 ล้านบาท เพื่อขอให้ศาลสั่งบังคับใช้กฎหมายตามมติบอร์ด กสทช. หลังจากที่มีการไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ทำไว้ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และทางประธาน กสทช. ไม่ดำเนินงานตามมติบอร์ด”
ดร.พิรงรอง กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. นั้น คำสั่งล่าสุดของศาลปกครองมีความชัดเจนแล้วว่า ไม่รับฟ้องและไม่ทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นการยืนยันคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ผลจากคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ทำให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ
ดร.พิรงรอง กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 65 ว่ามีกรรมการบางท่านเป็น “ผู้สละสิทธิ์” และมีคุณสมบัติต้องห้ามในการเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย หากยังคงปล่อยให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมประชุมและร่วมลงมติ จะส่งผลให้มติของ กสทช. ที่ออกมานั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” มาตั้งแต่ต้น
“ประเด็นดังกล่าวนับเป็นเรื่องร้ายแรง เนื่องจากปัจจุบันมีวาระสำคัญระดับประเทศที่ยังคงค้างการพิจารณาอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะ การจัดทำ Roadmap อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล และกิจการดาวเทียม ซึ่งเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังประสบภาวะวิกฤต มีการปรับโครงสร้างและปลดพนักงาน (Lay-off) เป็นจำนวนมาก หาก กสทช. ฝืนลงมติในวาระสำคัญโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มตินั้นจะถูกเพิกถอนในภายหลัง และสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้”
“ไม่ใช่แค่เรื่องของคดีความ การอยู่ในสำนักงาน อันนี้พูดตรงๆ บางที ก็คุยกันว่าพวกเราเหมือนหมาตัวหนึ่ง อยู่ในสำนักงานฯนี้ เป็นเหมือนกับ กสทช. ชั้น 2 แต่เราก็ยังทำหน้าที่ เราก็รู้สึกว่ารู้สึกว่าเราได้รับโปรดเกล้ามาทำหน้าที่ เราก็ทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ ถ้าท่านจะเล่นเกมกัน เพื่อดิสเครดิต เพื่อจะให้มีการออก พ.ร.ก. มาเพื่อล้ม กสทช. ทั้งหมด ทั้งๆ ที่สาเหตุ มาจากคน ๆ เดียวที่ประชุมไม่ได้ ก็เห็นอยู่ เชิญให้ทางสื่อมีวิจารณญาณ ดูเอาแล้วกันว่า สาเหตุจริง ๆ มันคืออะไร แล้วถ้าเกิดมี พ.ร.ก มา ยุติ ทั้งหมดจริง ๆ มันทำได้จริงไหม อยู่ในอำนาจหรือเปล่า พูดตรง ๆ ไม่เล่นเกม มาทำงานก็มาทำงาน” ดร.พิรงรอง กล่าว



