เหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจที่ทำให้คำว่า “โรงเรียนปลอดภัย” ต้องถูกหยิบขึ้นมาทบทวนกันอีกครั้ง เพราะความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ควรหมายถึงเพียงการมีกล้องวงจรปิด ประตูรั้ว หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ต้องครอบคลุมไปถึงการป้องกันความเสี่ยง การรับมือเหตุฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ของเด็กและบุคลากรในโรงเรียน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงเดินหน้าวางกรอบมาตรการดูแลสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยต่อยอดจาก 3 มาตรการเร่งด่วน ทั้งการขอความร่วมมือไม่เผยแพร่ข้อมูลผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Copycat Effect การเยียวยาและปฐมพยาบาลทางจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยสถานศึกษา ก่อนขยับเป็นแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ “หลังเกิดเหตุ” ไปจนถึง “ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” เริ่มตั้งแต่การ“ดูแลใจ” ไม่แพ้ “ดูแลความปลอดภัย” เตรียมเปิดกลไกศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมใช้เครือข่ายจิตอาสาและนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ เพื่อให้การดูแลด้านจิตใจเข้าถึงพื้นที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อวางระบบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้จะเร่งออกประกาศและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติได้ทันที ทั้งการห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า หรืออาวุธ รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและยึดสิ่งผิดกฎหมายตามกรอบที่กำหนด

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยกระดับมาตรการเยียวยาจิตใจและดูแลความปลอดภัยสถานศึกษาอย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุรุนแรงในจังหวัดนนทบุรี โดยผนึกกำลังเชิงรุกกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือทางจิตวิทยาแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะด้านการปฐมพยาบาลจิตใจเร่งด่วน (Psychological First Aid) จัดทีมนักจิตวิทยาลงพื้นที่ทันที โดยยึดหลัก “ครูดูแลใจเด็ก เราต้องดูแลใจครูก่อน” เพื่อให้บริการดูแลจิตใจแก่ครูที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก่อนมอบหมายให้กลับไปดูแลเด็กในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังนำแบบจำลอง “ไข่ 4 วง” ของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ มาจัดสรรการดูแลให้ตรงจุด ประกอบด้วย ไข่แดง (ผู้สูญเสีย/อยู่ในเหตุการณ์) รับการดูแลจิตใจรายบุคคลจากทีม MCATT กรมสุขภาพจิต ไข่ขาว (นักเรียน/ครูในโรงเรียน) เข้าร่วมกลุ่มปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไข่ทั้งฟอง (สิ่งแวดล้อมโรงเรียน) จัด Psychoeducation Workshop ให้ความรู้และแนวทางดูแลตนเองวงรอบนอก
ทั้งนี้ตนจะผลักดันมาตรการเชิงนโยบาย อาทิ การกำหนดให้หลักสูตรการปฐมพยาบาลทางจิตใจ เป็นภาคบังคับสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเยียวยาจิตใจในสถานศึกษา (School Mental Health Crisis Response Team) โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต และคณะจิตวิทยาต่างๆ รวมถึงการสร้างระบบติดตามผลกระทบทางจิตใจ (Trauma screening) ระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือนหลังเกิดเหตุการณ์ เพื่อคัดกรองภาวะ PTSD ในเด็กและส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างทันท่วงที
ขณะที่ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ตนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเหตุกราดยิงในหลายพื้นที่ เช่น ศูนย์เด็กหนองบัวลำภูสองปีก่อน ล้วนก่อให้เกิดความสูญเสียและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสุขภาวะทางจิตที่มีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งจำเป็นต้อง “ถอดรหัส” ปัญหาและค้นหาสัญญาณความเสี่ยงให้พบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเราต้องมองเรื่องนี้ผ่านกระบวนการ Early Detection หรือการค้นพบสัญญาณความเสี่ยงให้เร็ว เพราะหากเราค้นพบเร็วและเข้าไปแก้ไขได้เร็ว ก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาพัฒนาไปสู่โศกนาฏกรรมได้
นพ.สุริยเดว กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญคือ “เสียงของเด็ก” จะต้องถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยโรงเรียนควรมีเครื่องมือสำหรับรับฟังและประเมินสภาพชีวิตของเด็กอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องผลการเรียนหรือคะแนนสอบเท่านั้น ตัวอย่างของ “ทุนชีวิต” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินพลังบวกของเด็ก ทั้งจากตัวเด็กเอง ครอบครัว และสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยสามารถสะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีต้นทุนทางจิตใจและสังคมมากน้อยเพียงใด รวมถึงช่วยให้ผู้ใหญ่ได้ยินเสียงและมองเห็นปัญหาของเด็กได้ชัดเจนขึ้น
“ทุนชีวิตไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพัฒนาและนำมาใช้มาเป็นเวลานานแล้ว และอยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และยังอยู่ในแผนปฏิบัติการและแนวทางของสภาการศึกษาด้วย ดังนั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้คือการนำแผนและเครื่องมือที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้ให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การประเมิน “ทุนชีวิต” และการรับฟังเสียงของเด็ก เพื่อให้โรงเรียนสามารถค้นพบสัญญาณความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง และที่ผ่านมามีการพูดถึงระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ถูกนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจังในระดับประเทศ จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือและผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม” นพ.สุริยเดว
นพ.สุริยเดว กล่าวอีกว่า วันนี้โรงเรียนอาจถามเด็กเรื่องเกรด ครอบครัวอาจถามเรื่องเงิน เรื่องอนาคต แต่เมื่อเด็กมีปัญหา เขาจะไปปรึกษาใคร เราต้องทำให้เขามีพื้นที่ที่สามารถพูดได้ และมีคนพร้อมจะฟัง ปัญหานี้เป็นปัญหาสังคม ไม่ใช่ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการเพียงกระทรวงเดียว การที่หลายกระทรวงเข้ามาร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องช่วยกันทั้งระบบ
การป้องกันโศกนาฏกรรมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันที่ผู้ใหญ่ “ได้ยินเสียงเด็ก” และมองเห็นว่าเด็กคนหนึ่งกำลังต้องการความช่วยเหลือ ก่อนที่ปัญหาจะสายเกินไป



