BYD Hyrox Bangkok หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Hyrox (ไฮร็อกซ์) ซึ่งกำลังโด่งดังในหมู่คนที่รักสุขภาพและออกกำลังกายเพื่อเป้าหมายคือ หุ่นที่ดี โดยเจ้า Hyrox จึงเหมือนเป็นเคื่องทดสอบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น สามารถผ่านด่านหฤโหด “กับการวิ่งสลับเข้าฐานวนไป 8 ฐาน”

ซึ่งเราเคยเขียนถึงว่า Hyrox คือกีฬาอะไรและทำไมมันถึงได้รับความนิยมขึ้นมาได้ วันนี้ “ข่าวกีฬาเดลินิวส์” จึงจะพามาดูว่า หาก 1 คนต้องการจะลงแข่งท้าความอึด ความฟิตของตัวเอง ต้องใช้เงินไปเท่าไหร่ในการสมัคร ซื้ออุปกรณ์ พร้อมเปรียบเทียบกับต่างประเทศว่าต่างกับ ไทยมากน้อยแค่ไหน

ต้องยอมรับก่อนว่า อุปกรณNที่ดีก็นำพาคุณภาพการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาสู่คนๆ นั้นได้ นั่นหมายความว่า เสื้อผ้า กางเกง รองเท้า และอุปกรณือื่นๆ ที่จำเป็น ก็นำมาซึ่งราคาที่แพงมากขึ้นแต่ก็ยังถือว่าจับต้องได้อยู่ ยกตัวอย่างรองเท้าอย่างเดียว ก็ปาไปครึ่งหมื่นแล้ว Puma Deviate Nitro 3 และ Nitro 4 ราคาอยู่ที่ 5,900 – 6,200 บาท ส่วนรุ่น HYROX Deviate Nitro Elite 4 ซึ่งทำมาเพื่อกีฬานี้โดยเฉพาะราคาราวๆ 8,500 บาท

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ดังที่คนมักนิยมใช้ อย่าง ADIDAS Adizero Boston 13 ราคา 5,800 บาท ส่วน ADIDAS Adizero Adios Pro 4 ราคาอยุ่ที่ 8,000 บาท นี่ยังไม่รวมถึงเสื้อผ้า กางเกง ที่คาดผมต่างๆ มีตัวละ 1,500 บาทเป็นอย่างต่ำ สำหรับเสื้อกับกางเกง ซึ่งก็ซื้อแยกกันด้วยในราคานี้

ในส่วนของการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น 3-4 เดือน ก่อนไปเข้าแข่งขัน เพื่อความถูกต้องของฟอร์มแต่ละท่าออกกำลังกาย จะต้องมีเทรนเนอร์มาเทรนให้อย่างน้อยๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 1,500–2,000 บาทโดยประมาณอันนี้สำหรับ Personal Trainer 1 ต่อ 1 ส่วนแบบเป็นกลุ่มประมาณ 700–1,000 บาทต่อครั้ง

รวมแล้วหากเป็นแบบ 1 ต่อ 1 จะเสียเงินไป 48,000 บาทในระยะเวลา 3-4 เดือน ขณะที่แบบกลุ่มจะเสียน้อยลงมาน้อยกว่าประมาณ 32,000 บาท

นี่เรายังไม่ได้พูดถึงอาหารการกินที่ต้องช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งนั่นคือ เวย์โปรตีน 1 ถังใหญ่ที่ใช้รับประทานได้ราว 2 เดือน ตกถังละประมาณ 3,000 ถึง 4,000 บาท 4 เดือนก็รวมๆ 6,000 – 8,000 บาท

ทีนี้เราเข้ามาสู่การแข่ง Hyrox เริ่มที่ค่าสมัครกันใน “ไทย” ค่าสมัครเข้าแข่งขัน Hyrox มีแบ่งแยกเป็น ประเภทเดี่ยว (Single Open) ค่าสมัครที่ 4,100 บาท ส่วน ประเภทคู่ (Doubles) ค่าสมัคร 8,200 บาท (หรือเฉลี่ยคนละ 4,100 บาท) ขณะที่ประเภททีม Relay 4 คน: อยู่ที่ราวๆ 10,500 หรือเฉลี่ยคนละ 2,625 บาท

แน่นอนว่า เมื่อไปแล้วนอกจากท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง ก็ต้องมีรูปมาอวดบรรดาเพื่อนๆ ในโซเชียลกันสักหน่อย ทว่านั่นก็ไม่ใช่ของฟรี โดยหากอยากได้รูปสวยๆ ก็มีให้เราเลือก 2 แบบ แบบแรกรูปจากช่างภาพทางการของ Hyrox ด้วยการซื้อล่วงหน้าจะต้องจ่าย ราวๆ 500-1,000 บาท แต่ถ้าซื้อหลังแข่งเสร็จจะอยู่ราวๆ 1,400-1,600 บาท

หรือแบบที่ 2 จ้างช่างภาพจากข้างนอกเข้ามาซึ่ง เรทราคาต่อ 1 คน อยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,590 บาท นั่นอาจยังไม่รวมกับค่าเข้างานในฐานะเพื่อนๆ ที่มาดูอีก 400 บาทด้วย

สรุปแล้ว 1 คน สำหรับการลงแข่ง Hyrox 1 ครั้ง (แบบเต็มแม็กซ์ตั้งแต่อุปกรณ์ ฝึกซ้อม ลงสมัครและช่างภาพ) อยู่ที่ราวๆ 80,000 บาท ตัวเลขที่มากหรือน้อย อาจขึ้นอยู่กับความแตกต่างของราคา อุปกรณ์ การจ้างเทรนเนอร์ ค่าอาหารเสริม ประเภทที่สมัครลงแข่ง และการจ้างช่างภาพ

สุดท้ายแล้ว เมื่อนำมาเทียบกับต่างประเทศ โดยของ ‘ไทย’ ค่าสมัครอยู่ที่ 4,100 บาท ขณะที่ “สหรัญอเมริกา” ในการแข่งขันที่ไมอามี ค่าสมัครแพงที่สุดในโลกที่ 6,800 บาท ส่วน “สหราชอาณาจักร” รองลงมาที่ราวๆ 5,300 บาท นอกจากนี้ ออสเตรเลีย 5,200 บาท, เกาหลีใต้ 4,700 บาท และ สิงคโปร์ ประเทศในอาเซียนแพงกว่าไทยเล็กน้อยที่ 4,600 บาท

แปลว่า การแข่งขัน Hyrox ในประเทศไทยนั้น ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งยังไม่รวมอุปกรณ์ของคนที่อาศัยที่ประเทศนั้นๆ มักจะมีราคาแพงกว่าไทย จำพวกรองเท้า เสื้อผ้า เทรนเนอร์ และอื่นๆ ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่เรานำมาเสนอกับคนที่มีความสนใจอยากจะท้าทายตัวเอง ว่านอกจากร่างกายแล้ว คุณอาจจะเสียทรัพย์สินเพิ่มด้วยก็ได้ ถือเป็นสิ่งที่ใช้ประกอบกับการตัดสินใจได้

ภาพ Gettyimages