เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า วันนี้เป็นการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาของคู่สัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับคู่สัญญาที่เป็นกิจการค้าร่วม (Consortium) ระหว่างบริษัท TKC และบริษัท Human Intelligence ซึ่งประเด็นหลักๆ ทางกรรมาธิการได้ทำหนังสือขอรายละเอียดการยื่นของทั้ง 3 เจ้า ที่เสนอเข้ามาประมูลในโครงการนี้ ที่ต้องดูคือส่วนของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งส่อไปในทางที่อาจจะมีการล็อกสเปกหรือไม่ แต่ที่เอกสารมามีเพียงของบริษัท Human Intelligence และบริษัท TKC ส่วนอีก 2 บริษัท กระทรวงดีอี ไม่ได้ส่งให้ และบันทึกรายงานการประชุมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง TH-AI Passport ของกองทุนดีอี ก็ยังไม่ได้ส่งให้เช่นเดียวกัน

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ TOR ระบุว่าทุกบริษัทที่เข้าร่วมประมูล ในส่วนการประชาสัมพันธ์ต้องใช้จอออฟไลน์ระดับท็อป 5 ของประเทศ ซึ่งแต่ละบริษัทไม่ได้เสนอตรงนี้ แต่ทางกระทรวงดีอี หรือกองทุนกลับสามารถให้คะแนนได้ ถือว่าแปลก ดังนั้นกองทุนดีอี ต้องตอบว่าเกณฑ์อะไรในการให้คะแนน ซึ่งข้อมูลนี้เรายังไม่ได้รับ ทั้งนี้ การที่โครงการชะลอนานขนาดนี้ เลื่อนมาเรื่อยๆ ก็สะท้อนว่าโครงการมีปัญหา และสุดท้ายมีการแก้ไขสัญญา มีการเปลี่ยนจากเหมาจ่ายเป็น Pay Per User จึงตั้งคำถามว่า การแก้ไขสัญญาหรือการปรับปรุงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นไปเพื่อการปกปิดข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด หรือร่องรอยการทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการนี้หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีบริษัท Human Intelligence ฟ้องร้อง นายธีระชาติ ก่อตระกูล มองเรื่องนี้อย่างไร น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากการรับทราบข้อมูลการฟ้องร้อง เข้าใจว่าคดีนี้เป็นลักษณะฟ้องปิดปาก หรือคดี SLAPP เพราะนายธีระชาติวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง TH-AI Passport ร่วมกับตนและกรรมาธิการติดตามงบประมาณมาโดยตลอด ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างแรง แต่สิ่งที่นายธีระชาติถูกฟ้อง กลับเป็นการแชร์โพสต์ของผู้มีความรู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีคนแชร์โพสต์นั้นประมาณ 300-400 คน แต่เข้าใจว่าน่าจะมีแค่นายธีระชาติคนเดียวที่ถูกฟ้อง จึงคิดว่าเป็นการพุ่งเป้ามาที่นายธีระชาติ ในกรณีอื่นๆ อาจจะไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่พยายามที่จะหาว่าจะฟ้องอันไหนกับบุคคลคนนี้ดี

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมวันนี้ รมว.ดีอี ก็ไม่มา แต่ให้ปลัดกระทรวงมาแทน ทั้งนี้มีการเชิญ รมว.ดีอี 4 ครั้งแล้ว แต่ไม่มา ครั้งถัดไปจึงเสนอว่าถ้ารัฐมนตรียังไม่มาอีก และยังมีประเด็นที่ค้างคา กระทรวงยังส่งเอกสารไม่ครบ ได้ปรึกษากับเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการว่าอาจจะต้องใช้ พ.ร.บ.คำสั่งอำนาจเรียก รมว.ดีอี มาให้ข้อมูล ทั้งนี้ตนอยากฝากถึงนายไชยชนกว่า การเป็นรัฐมนตรี หน้าที่อย่างหนึ่งคือการมาทำหน้าที่ต่อสภา ไม่ว่าจะเป็นการมาตอบกระทู้ หรือการมาชี้แจงกับกรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไป มีการออกหนังสือและนัดหมายล่วงหน้า ถ้าท่านบอกว่าไม่ว่าง แต่จากการที่ตนมีโอกาสคุยกับนายไชยชนกนอกรอบ กลับยืนยันว่าจะไม่มากรรมาธิการนี้เลย ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่าง ซึ่งตนมองว่า แบบนี้มีปัญหา เพราะถึงแม้ไม่อยากมาชี้แจงกรรมาธิการอย่างไร ก็ต้องให้เกียรติตัวแทนในกรรมาธิการที่ประชาชนเลือกมา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายไชยชนกถูกข้อครหาเสมอมาว่าจะต้องมีคนคอยห้อมล้อม เป็นลูกนาย และต้องมีคนคอยออกมาปกป้องอยู่เสมอ หรือไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ แม้กระทั่งว่าเป็นกระทรวงเล็กๆ อย่างกระทรวงดีอี ยังต้องมีรัฐมนตรีช่วยมาคอยอนุบาล ดังนั้นการมาชี้แจงกับกรรมาธิการและการตอบคำถามตรงไปตรงมากับกรรมาธิการในเรื่อง TH-AI Passport อาจจะทำให้นายไชยชนกออกจากภาพไข่ในหิน หรือเป็นลูกแหง่ มีผู้พิทักษ์คอยห้อมล้อมปกป้องตลอดเวลาได้ ท่านโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ทำอะไรได้ด้วยตัวเองและมาชี้แจงกรรมาธิการด้วยตัวเองได้แล้ว

น.ส.รักชนก ยังกล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้าว่า แน่นอนว่าเรื่อง TH-AI Passport คงจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะต้องเอาไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะคิดว่าเรื่องนี้ทุกอย่างมันชัดเจนหมดแล้ว เหลือแค่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเมื่อไรเท่านั้นเอง.