น.ส.วัชรี วรรณศรี ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ตลาดนมโรงเรียนกำลังขยาย แต่โอกาสของ อ.ส.ค. ยังเท่าเดิม! กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งตอบ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนระดับชั้น ม.1–ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เพิ่มเด็กได้รับสิทธิกว่า 500,000 คน และเพิ่มการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรอีกประมาณ 90 ตันต่อวัน
นโยบายดังกล่าวถือเป็นข่าวดีของเด็กและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพราะหมายถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นและการใช้น้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีคำถามที่ยังรอคำตอบว่า เมื่อตลาดขยายแล้วแต่โควตา ของ อ.ส.ค. จะขยายตามหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา อ.ส.ค. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจโดยตรงในการส่งเสริมกิจการโคนมและรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกร ยังมีสัดส่วนโควตานมโรงเรียนอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่ปัญหาสภาพคล่องและการบริหารจัดการน้ำนมขององค์กรยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้าการอนุมัติขยายโครงการถึง ม.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเคยส่งสัญญาณว่าจะผลักดันการทบทวนสัดส่วนโควตาของ อ.ส.ค. ผ่าน Milk Board เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจในการฟื้นฟูองค์กร จึงเกิดคำถามตรง ๆ ว่า ถ้ารัฐบาลรู้ว่า อ.ส.ค. ต้องฟื้นฟู และรู้ว่าระบบโคนมต้องเพิ่มช่องทางระบายน้ำนม แล้วเหตุใดโควตาจึงยังติดอยู่ที่ 10%
การขยายโครงการนมโรงเรียนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องโภชนาการของเด็ก แต่เป็นโอกาสสำคัญในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โรงงานแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง เมื่อมีเด็กได้รับสิทธิเพิ่มกว่า 500,000 คน และมีความต้องการน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นประมาณ 90 ตันต่อวัน ย่อมหมายถึงตลาดใหม่ที่เกิดขึ้น แต่ถ้า อ.ส.ค. ซึ่งต้องรับภาระดูแลระบบน้ำนมดิบและเป็นกลไกของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร กลับไม่ได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม คำถามก็คือแล้วใครจะได้ประโยชน์จากตลาดที่ขยายตัว
แน่นอนว่า การเพิ่มโควตาให้ อ.ส.ค. ไม่ควรทำแบบเอื้อประโยชน์หรือแย่งสิทธิจากผู้ประกอบการรายอื่น ทุกอย่างต้องอยู่บนหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ แต่ในทางกลับกัน การตรึงโควตาไว้ที่เดิมโดยไม่ประเมินภารกิจและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ก็อาจไม่ใช่คำตอบของการฟื้นฟู อ.ส.ค.เช่นกัน
เพราะวันนี้โจทย์ของ อ.ส.ค. ไม่ได้มีแค่เรื่องขายนม แต่คือ การรักษาความอยู่รอดขององค์กร และการสร้างหลักประกันให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีตลาดรับซื้อน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่อง
น้ำนมดิบผลิตทุกวัน เกษตรกรต้องรีดนมทุกวัน โรงงานต้องรับนมทุกวัน แต่หากตลาดปลายทางมีข้อจำกัด การเพิ่มกำลังผลิตก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป ตรงกันข้าม อาจกลายเป็นภาระที่ย้อนกลับมาหา อ.ส.ค. และเกษตรกรอีกครั้งถึงเวลาทบทวน 10% สิ่งที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยากเห็นจากกระทรวงเกษตรฯ จึงไม่ใช่เพียงการประกาศว่าขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3แต่ต้องเห็นมาตรการต่อเนื่องว่า จะจัดสรรประโยชน์จากตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
โดยเฉพาะการนำเรื่องสัดส่วนโควตาของ อ.ส.ค. กลับเข้าสู่การพิจารณาของ Milk Board อย่างจริงจัง หากประเมินแล้วพบว่า 10% ไม่เพียงพอต่อภารกิจและสถานการณ์ของ อ.ส.ค. ก็ควรพิจารณาปรับเพิ่มอย่างเหมาะสม หากจะเพิ่ม ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะเพิ่มเท่าไรเพิ่มแล้วช่วยดูดซับน้ำนมดิบได้กี่ตันต่อวัน ช่วยเพิ่มรายได้หรือสภาพคล่องให้องค์กรเท่าไรนี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลัง ครม.ไฟเขียวขยายโครงการถึง ม.3
เพราะถ้ารัฐบาลขยายตลาด แต่ไม่ขยายโอกาสให้กลไกของรัฐที่กำลังมีปัญหา การแก้ปัญหานมทั้งระบบก็อาจยังเดินไปไม่ถึงต้นเหตุอย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป
“การขยายโครงการนมโรงเรียนครั้งนี้จึงไม่ควรจบเพียงข่าวดีว่าเด็กอีกกว่า 500,000 คนจะได้ดื่มนมเพิ่มขึ้นแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการ จัดระบบอุตสาหกรรมนมไทยใหม่กระทรวงเกษตรฯ มีทั้งนโยบาย มีทั้งตลาด และมีทั้งกลไกอย่าง Milk Board อยู่ในมือสิ่งที่เหลือคือ การตัดสินใจจะปล่อยให้ อ.ส.ค. อยู่กับโควตา 10% แบบเดิมต่อไป หรือจะใช้โอกาสจากตลาดนมโรงเรียนที่กำลังขยายตัว เข้ามาช่วยฟื้นฟูองค์กรและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม”



