ขนมปังที่เรากินทุกเช้า นมและเครื่องดื่มจากพืชบนชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่โพรไบโอติกที่คุ้นเคยกันดี ล้วนมีจุดร่วมเดียวกันที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง นั่นคือ ก่อนสินค้าเหล่านี้จะมาถึงมือผู้บริโภค ต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “Biosafety” หรือความปลอดภัยทางชีวภาพมาก่อน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ในหัวข้อ “Biosafety: The Technical Arm of Thai Industry” เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า Biosafety ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่งานวิจัยในห้องแล็บ การขยายสู่สายการผลิต ไปจนถึงการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

“ความปลอดภัย” คู่กับ “นวัตกรรม”
ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ อธิบายว่า เทคโนโลยีชีวภาพในปัจจุบันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คนทั่วไปคิด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การเกษตร สุขภาพ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิต และด้วยความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การประเมินและบริหารความเสี่ยงบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ดร.ชาลินี ยังย้ำว่า หลายคนเข้าใจว่า Biosafety เป็นเรื่องเฉพาะของนักวิจัยหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ของงานด้านนี้อยู่ใกล้ตัวประชาชนมาก เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคเห็นคือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่เบื้องหลังก่อนจะถึงจุดนั้นต้องผ่านการเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การประเมินความเสี่ยง และการวางมาตรการที่รัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยจริง

เอนไซม์ ตัวช่วยที่มองไม่เห็น
ในกระบวนการผลิตอาหารหลายชนิด มีการใช้ “เอนไซม์” เป็นตัวช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐาน แต่การนำเอนไซม์หรือเทคโนโลยีชีวภาพลักษณะนี้มาใช้ ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ไบโอเทค สวทช. เข้ามามีบทบาท ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนองค์ความรู้ การประเมินทางวิชาการ และการพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า Biosafety ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่เป็นกลไกที่ทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

“Technical Arm” ข้อมูลวิชาการที่เชื่อมทุกขั้นตอนเข้า
บทบาทเหล่านี้ทำให้ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพทำหน้าที่เสมือน “Technical Arm” หรือแขนงทางเทคนิคที่เชื่อมโยงความปลอดภัยตลอดทั้งห่วงโซ่ของเทคโนโลยีชีวภาพ ครอบคลุมตั้งแต่ ห้องปฏิบัติการ การผลิต ผลิตภัณฑ์ โดยมีภารกิจหลัก ได้แก่
พัฒนาแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางชีวภาพประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงให้คำปรึกษาทางเทคนิคแก่หน่วยงานภาครัฐ พัฒนาหลักสูตร บุคลากร และเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ผู้กำกับดูแล นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม พัฒนาหลักสูตร บุคลากร และเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ

Biosafety กับ งานวิจัยกับเชื้อโรคความเสี่ยงสูง
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Biosafety คือการดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางของงานวิจัย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคหรือสารชีวภาพที่มีความเสี่ยง ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านทำงานร่วมกัน ทั้งการประเมินความเสี่ยง สถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ระบบควบคุมทางวิศวกรรม ขั้นตอนปฏิบัติงานที่รัดกุม และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี
ปัจจุบันไบโอเทคมีห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL-2) และระดับ 3 (BSL-3) รองรับการดำเนินงานตามระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
พัฒนาบุคบลากรอย่างต่อเนื่อง
ความเชี่ยวชาญของฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนงานวิจัย แต่ยังขยายไปสู่การพัฒนาระบบและบุคลากรด้านนี้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Biosafety และ Biosecurity ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานนำไปใช้แล้วกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 24,000 ราย
ล่าสุด ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ได้รับ รางวัล Thailand Biosafety Award ประจำปี 2569 ประเภททีมงาน จากสมาคมชีวนิรภัย (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์บทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศ ทั้งในมิติองค์ความรู้ บุคลากร เครือข่าย และการสนับสนุนทางวิชาการ



