จากกรณี “คุณหมอแทน” นพ.ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ Harvard Medical School และผู้ให้ความรู้ทางการแพทย์บนโลกออนไลน์ พยายามสานปณิธานของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์ชื่อดังในการช่วยเหลือ เด็กชาวอัฟกานิสถานคนหนึ่งที่อยากจะเรียนต่อแพทย์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. “คุณหมอแทน” ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Doctor Tany ระบุว่า “…เส้นทางสู่การเป็นแพทย์ของ Nohzatullah ไม่ง่าย จากความตั้งใจของน้องฮลุนก่อนเสียชีวิต ที่อยากช่วยเด็กชาวอัฟกานิสถานคนหนึ่งชื่อ นาซาตุระ (Nohzatullah) ให้มีโอกาสเรียนแพทย์ ผมตั้งใจจะสานต่อความตั้งใจนั้นให้ดีที่สุด วันนี้ผมจึงอยากมาอัปเดตว่า ตอนนี้เราตามหาน้องพบแล้ว และผมได้พูดคุยกับน้องเป็นการส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ เพจหนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ รวมถึง UN ที่อัฟกานิสถาน โดยเฉพาะคุณเคท คุณมูฮัมหมัด ชารีฟ และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ช่วยประสานงานและลงพื้นที่จนสามารถตามหาน้องจนพบ การเดินทางไปหาน้องยากมากๆ เพราะพื้นที่ที่น้องอาศัยอยู่ค่อนข้างกันดารและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย คุณชารีฟซึ่งเป็นคนท้องถิ่นต้องระมัดระวังอย่างมากกว่าจะเข้าไปถึงที่พักของน้องได้
แล้วตอนนี้น้องเป็นอย่างไร? น้องกำลังจะจบ ม.6 ครอบครัวมี 6 คน ฐานะค่อนข้างยากจน พ่อและพี่ชายต้องทำงานรับจ้าง และน้องเองก็ต้องช่วยงานครอบครัว ทำให้ไม่ได้มีโอกาสเรียนอย่างเต็มที่ ภาษาอังกฤษของน้องถือว่าดีเมื่อเทียบกับคนในพื้นที่ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการเรียนแพทย์หรือต่อต่างประเทศ ที่บ้านเดิมมีโทรศัพท์เพียง 1 เครื่อง เป็นของพ่อ ไม่มี Laptop หรือ iPad และอินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้มีตลอดเวลา ล่าสุดต้องขอขอบคุณทาง UN ที่อัฟกานิสถาน ที่มอบโทรศัพท์ให้น้องอีกเครื่อง เพื่อให้น้องใช้เรียนและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดคือ พื้นฐานการเรียน ผมลองดูผลการเรียนของน้อง ทั้งชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และวิชาอื่นๆ คะแนนส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 20-25 จาก 100 คะแนน ระดับนี้ยังห่างไกลจากการสอบเข้าแพทย์มาก ❌ แต่ผมอยากย้ำว่า ไม่ได้แปลว่าน้องไม่เก่งหรือไม่พยายาม แต่น้องขาดโอกาส น้องเรียนโรงเรียนรัฐบาลที่มีข้อจำกัดด้านการเรียนการสอน และบางครั้งต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยครอบครัว ดังนั้นถ้าผมเอาหนังสือแพทย์หรือหนังสือวิทยาศาสตร์ระดับสูงไปให้ตอนนี้ น้องก็คงอ่านไม่รู้เรื่อง การช่วยจึงต้องเริ่มจากพื้นฐาน และค่อยๆ เดินไปทีละขั้น
ผมได้ปรึกษากับคุณชารีฟ ซึ่งเป็นคนอัฟกานิสถานและเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ เขาแนะนำเรื่อง Kankor Course ซึ่งเป็นหลักสูตรเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเข้มข้นประมาณ 1 ปี ดังนั้นเป้าหมายแรกของเราคือ
✅ จบ ม.6 → เรียน Kankor Course
พัฒนาพื้นฐาน → ประเมินผลเป็นระยะ
แล้วค่อยคิดเรื่องสอบแพทย์
ผมยังไม่กล้าบอกว่าน้องจะพร้อมภายใน 1 ปี เพราะจากคะแนน 20-25 การพัฒนาไปถึงระดับที่สอบแพทย์ได้เป็นเรื่องที่ยากมาก อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น เราจะดูพัฒนาการกันเป็นระยะๆ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ภาษาอังกฤษ หากมีโอกาส น้องอาจทำงานเล็กๆ กับ NGO ควบคู่ไปกับการเรียน เพื่อได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง และมีรายได้เล็กน้อยช่วยครอบครัว เพราะน้องไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเอง น้องเป็นห่วงน้องสาววัยเพียง 9 ขวบมาก น้องกลัวว่าถ้าตัวเองออกไปเรียนไกลๆ และไม่สามารถช่วยครอบครัวหารายได้ได้ ครอบครัวอาจเลี้ยงดูน้องสาวไม่ไหว และอาจเกิดสถานการณ์ที่น้องสาวถูกผลักเข้าสู่การแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้องอยากพาครอบครัวไปด้วยหากต้องไปเรียนต่างประเทศ
แต่ในความเป็นจริง ผมสามารถช่วยน้องได้ในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถดูแลค่าใช้จ่ายของครอบครัวทั้ง 6 คน รวมถึงที่พัก การเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ ส่วนการไปเรียนต่างประเทศก็ยังมีอุปสรรคอีกมาก ทั้งเรื่อง Passport, Visa, ภาษา และสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ดังนั้นตอนนี้ยังไม่ควรรีบตัดสินว่าน้องต้องไปเรียนที่ไหน สิ่งที่เราต้องทำก่อน คือทำให้น้องพร้อมเสียก่อน
วันนี้ยังไม่ต้องคิดเรื่องประเทศไทย ยังไม่ต้องคิดเรื่องมหาวิทยาลัย ยังไม่ต้องคิดเรื่อง Visa ตอนนี้โฟกัสแค่เรื่องเดียวคือ ทำพื้นฐานการเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมเองจะค่อย ๆ พูดคุยกับน้องและเพิ่มระดับภาษาและคำถามขึ้นทีละนิด เพื่อดูพัฒนาการ และคุณชารีฟจะช่วยอธิบายให้น้องเห็นภาพว่าเส้นทางข้างหน้าต้องเตรียมตัวอย่างไร สุดท้าย หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากทุกคน ผมจะประสานกับ UN ที่อัฟกานิสถาน และหากมีช่องทางช่วยเหลือ ผมจะแจ้งให้ทุกคนช่วยผ่าน UN โดยตรง
❌ไม่ต้องส่งเงินผ่านผมนะครับ❌ ผมอยากให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมั่นใจว่าความช่วยเหลือไปถึงน้องจริงๆ ตอนนี้ผมขอจัดการในส่วนที่ผมทำได้ก่อน และให้ทาง UN ช่วยดูแลน้องในส่วนที่เขาสามารถช่วยได้ หากมีความคืบหน้า ผมจะมาอัปเดตทุกคนเป็นระยะครับ เส้นทางของน้องนาซาตุระยังอีกยาวไกลมาก แต่ผมหวังว่า อย่างน้อยวันนี้ เราได้ช่วยเปิดประตูบานแรกให้เด็กคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเป็นแพทย์ จากนี้เราค่อยๆ เดินไปทีละก้าวครับ
ขอบคุณเฟซบุีก Doctor Tany



