สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงพื้นที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจเขตแนสซอ ในรัฐนิวยอร์ก และมีการกล่าวถึงข้อมูลปี 2568 ของสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ว่าอาชญากรรมรุนแรงลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายปี นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ


ทั้งนี้ ข้อมูลของเอฟบีไอระบุว่า คดีฆาตกรรมและฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาลดลงประมาณ 18.1% เมื่อปี 2568 ขณะที่คดีจี้ปล้นลดลง 18.5% ส่วนอาชญากรรมรุนแรงโดยรวมลดลง 9.3% และอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินลดลง 12.4%


อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอาชญากรรมในสหรัฐมีแนวโน้มลดลง ตั้งแต่ก่อนทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยอัตราการฆาตกรรมลดลงอย่างมากเมื่อปี 2566 และ 2567 จนอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19


ทรัมป์กล่าวว่า นโยบายเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีส่วนสำคัญต่อการลดลงของอาชญากรรม โดยเชื่อมโยงว่า การที่รัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีนโยบายเปิดรับผู้อพยพ เป็นการปล่อยให้อาชญากรจำนวนมากเดินทางเข้ามาในสหรัฐ


ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวย้ำถึงการสนับสนุนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พร้อมวิจารณ์พรรคเดโมแครตที่พยายามผลักดันการปฏิรูปตำรวจ ว่าเป็นการทำให้ประชาชนไม่ปลอดภัย


ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางมุ่งเน้นภารกิจด้านการตรวจคนเข้าเมืองเป็นหลัก ขณะที่จำนวนผู้ถูกตั้งข้อหาคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองลดลง 7% ในรอบ 12 เดือนล่าสุด จนถึงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เหลือประมาณ 22,000 คน


ส่วนการดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและยาเสพติดก็ลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความพยายามของผู้นำสหรัฐ ที่จะใช้สถิติอาชญากรรมเป็นผลงานสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS