สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่า ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในบันทึกข้อความของประธานาธิบดี มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่ออนุญาตให้บริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีบางแห่ง สามารถสอดแนมและโจมตีทางไซเบอร์ต่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ


ทำเนียบขาวให้เหตุผลว่า อาชญากรรมเรียกค่าไถ่ การข่มขู่ทางเพศออนไลน์ และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต สร้างความเสียหายให้แก่ชาวอเมริกันมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 662,859.64 ล้านบาท) เมื่อปี 2568


มาตรการดังกล่าว ซึ่งทั้งสองกระทรวงมีเวลา 60 วัน ในการจัดทำแผนงาน จะเปิดทางให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาต สามารถปิดระบบเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ หรือแทรกซอฟต์แวร์สอดแนมเข้าไปในอุปกรณ์ของกลุ่มอาชญากรที่เป็นเป้าหมาย โดยทุกปฏิบัติการต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากภาครัฐ และบริษัทที่เข้าร่วมต้องวางหลักประกันอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.14 ล้านบาท)


ขณะเดียวกัน ห้ามบริษัทเหล่านั้นดำเนินการใดก็ตาม ที่อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการกระทำที่เข้าข่าย “การใช้กำลัง” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ


อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านความมั่นคงไซเบอร์บางส่วนเตือนว่า การมอบอำนาจให้ภาคเอกชนดำเนินการเชิงรุกอาจควบคุมได้ยาก และอาจก่อปัญหามากกว่าผลดี เนื่องจากกลไกควบคุมและตรวจสอบตามกฎหมายของรัฐบาล “ต้องเข้มงวดอย่างแท้จริง” และบริษัทที่เข้าร่วมปฏิบัติการอาจสูญเสียสถานะผู้ป้องกันระบบอย่างเป็นกลาง และกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีเสียเอง


นอกจากนี้ สหรัฐอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการโจมตีเป้าหมายผิดพลาด การถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ และปัญหาทางการทูต หากมาตรการดังกล่าวขยายวงกว้างเกินควบคุม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS