ความพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเจรจาด้านทหารหรือการลดอาวุธนิวเคลียร์เสมอไป แต่อาจเริ่มจากสิ่งที่ดูเรียบง่ายที่สุดอย่าง “ภาษา” เพราะคำที่รัฐเลือกใช้เรียกอีกฝ่ายสามารถสะท้อนทั้งมุมมองทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และท่าทีต่ออนาคตของคาบสมุทรเกาหลีได้อย่างชัดเจน
ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในเกาหลีใต้ กระทรวงการรวมชาติในยุครัฐบาลประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายในสังคมว่า เกาหลีใต้ควรใช้ชื่ออย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือในการเรียกอีกฝ่ายหรือไม่ จากเดิมที่นิยมใช้คำว่า “บุกฮัน” ซึ่งหมายถึง “เกาหลีเหนือ” ขณะที่ชื่ออย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือในภาษาเกาหลีคือ “โชซอนมินจูจูอึยอินมินกงฮวากุก” หรือ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” โดย “โชซอน” เป็นคำเรียกย่อของชื่อดังกล่าว
ความแตกต่างด้านชื่อเรียกมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์และแนวคิดเรื่องความชอบธรรมของทั้งสองเกาหลี เกาหลีใต้ใช้ชื่อประเทศว่า “แทฮันมินกุก” หรือสาธารณรัฐเกาหลี ขณะที่เกาหลีเหนือใช้ชื่อ “โชซอนมินจูจูอึยอินมินกงฮวากุก” หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ในทางกลับกัน เกาหลีใต้เรียกเกาหลีเหนือว่า “บุกฮัน” ส่วนเกาหลีเหนือในอดีตมักเรียกเกาหลีใต้ว่า “นัมโชซอน” หรือ “โชซอนใต้” คำเรียกเหล่านี้สะท้อนมุมมองแบบแบ่งคาบสมุทรออกเป็น “เหนือ” และ “ใต้” มากกว่าการมองอีกฝ่ายในฐานะรัฐต่างประเทศโดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยกเลิกแนวคิดการรวมชาติแบบเดิม และหันมานิยามความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “สองรัฐที่เป็นปฏิปักษ์” พร้อมผลักดันให้เรียกเกาหลีใต้ว่า “สาธารณรัฐเกาหลี” มากขึ้น แทนคำว่า “นัมโชซอน” เพื่อเน้นว่าเกาหลีใต้เป็นรัฐที่แยกออกจากเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน
สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ชุดปัจจุบัน การใช้ชื่ออย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนืออาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง ลดความเป็นศัตรูและสร้างบรรยากาศสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในปีนี้ว่า แนวคิด “สองรัฐ” ของรัฐบาลไม่ได้หมายถึงการยอมรับเกาหลีเหนือเป็นรัฐต่างประเทศตามกฎหมาย แต่เป็นการยอมรับความเป็นจริงว่า ทั้งสองฝ่ายดำรงอยู่ในฐานะรัฐและควรสร้างระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ดังนั้น การเรียกเกาหลีเหนือด้วยชื่อทางการจึงมีความหมายในเชิง “การทูตเชิงสัญลักษณ์” กล่าวคือ เป็นการลดถ้อยคำที่อาจสื่อถึงการเป็นศัตรูหรือการอ้างสิทธิ์เหนืออีกฝ่าย และเปิดพื้นที่ให้การเจรจาเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเกาหลีใต้ละทิ้งเป้าหมายการรวมชาติ เพราะรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ยังระบุว่าดินแดนของสาธารณรัฐเกาหลีครอบคลุมคาบสมุทรเกาหลีและหมู่เกาะโดยรอบ และกำหนดให้รัฐบาลแสวงหาการรวมชาติอย่างสันติ บนพื้นฐานของระบอบเสรีและประชาธิปไตย
ความพยายามปรับเปลี่ยนภาษาและแนวคิดของรัฐบาลโซล เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์สองเกาหลียังคงตึงเครียดอย่างหนัก เกาหลีเหนือประกาศให้เกาหลีใต้เป็น “รัฐที่เป็นปฏิปักษ์” และยุตินโยบายรวมชาติ ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้เสนอให้เคารพระบบการปกครองของเกาหลีเหนือ ไม่แสวงหาการรวมชาติด้วยการกลืนรวม และไม่ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์
แม้การเปลี่ยนคำเรียกอาจไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไปในทันที แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวิธีคิดของเกาหลีใต้ว่า สันติภาพอาจเริ่มต้นจากการยอมรับความเป็นจริงของการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย ก่อนที่จะไปถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ทั้งสองเกาหลีจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในอนาคต
ในสถานการณ์ที่มีทั้งอาวุธนิวเคลียร์ กองกำลังทหารจำนวนมหาศาล และยังไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ “คำเรียก” จึงอาจเป็นมากกว่าคำเรียก หากแต่เป็นสัญญาณว่าแต่ละฝ่ายมองอนาคตของคาบสมุทรเกาหลีอย่างไร.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



