เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่โรงเรียนราชวินิต สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) บรรยายพิเศษ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” ว่า ความร่วมมือระหว่างส.บ.ท. กับ พว. ครั้งนี้ เป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็กลงมือทำ แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสมและอีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกส.บ.ท. กล่าวว่า ส.บ.ท.วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ ภาวะผู้นำทางวิชาการ และการพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สบท. ยังยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา ก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ

ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายส.บ.ท. ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ ซึ่งการสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้างความแข็งแกร่งภายในให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที กระบวนการคิด คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต