กฎหมายในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการรับซื้อคืนอาวุธปืน การตรวจสอบใบอนุญาตอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น และการปราบปรามความเกลียดชัง หลังเกิดเหตุกราดยิงที่เทศกาลชานุกกาห์ หรือฮานุกกาห์ ของชาวยิว บนชายหาดบอนได เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568

มือปืนผู้ก่อเหตุดังกล่าวใช้อาวุธปืนอานุภาพสูงที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลแคนเบอร์ราระบุว่า ออสเตรเลียมีอาวุธปืนมากสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.1 ล้านกระบอกเมื่อปีที่แล้ว โดยในจำนวนนี้มากกว่า 1.1 ล้านกระบอก อยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุด

โครงการรับซื้อคืนอาวุธปืนครั้งนี้ถือเป็นโครงการใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย นับตั้งแต่ประเทศมีโครงการที่คล้ายคลึงกัน หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ในปี 2539 ที่เมืองพอร์ทอาร์เธอร์ รัฐแทสเมเนีย ซึ่งคนร้ายสังหารผู้คนไป 35 ราย

ทั้งนี้ อัลบาเนซี และนายคริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า โครงการรับซื้อคืนอาวุธปืนจะเริ่มต้นในวันที่ 2 พ.ย. 2569 และผู้ที่นำปืนไรเฟิลและปืนพกมาคืน จะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยสูงสุด 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 23,280 บาท) ต่ออาวุธปืนหนึ่งกระบอก

“ชาวออสเตรเลียภูมิใจอย่างยิ่งในกฎหมายอาวุธปืนของเรา แต่ความจริงก็คือ ออสเตรเลียในปัจจุบันมีจำนวนอาวุธปืนมากกว่าตอนที่มีโครงการรับซื้อคืนอาวุธปืน หลังเหตุการณ์ที่เมืองพอร์ทอาร์เธอร์” อัลบาเนซี กล่าวทิ้งท้าย.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS