17 สิงหาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ วันสำคัญที่ชวนให้คนไทยหวนนึกถึง ‘มาเรียม’ ลูกพะยูนขวัญใจคนไทยผู้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการอนุรักษ์ทะเล ย้อนไปเมื่อปี 2562 หลังพลัดหลงจากแม่ที่อ่าวทึง จังหวัดกระบี่ และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในจังหวัดตรัง
ผู้คนทั่วประเทศต่างติดตามข่าวสารและเอาใจช่วยผ่านโซเชียลมีเดียหวังให้พะยูนมาเรียมรอดชีวิต ทว่าเรื่องราวกลับจบลงอย่างน่าเศร้าในวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เมื่อมาเรียมเสียชีวิตจากภาวะช็อกจากเศษถุงพลาสติกอุดตันลำไส้ เช่นเดียวกับ ‘ยามีล’ ลูกพะยูนกำพร้าอีกตัวที่จากไปในวันที่ 22 สิงหาคม จากภาวะช็อกระหว่างรักษาอาการหญ้าทะเลอัดแน่นในกระเพาะ
ในปีเดียวกันนั้น ประเทศไทยสูญเสียพะยูนไปถึง 17 ตัว แม้ว่าการจากไปของมาเรียมและยามีลทำให้สังคมหันมาให้ความสนใจปัญหาขยะทะเลและภัยคุกคามต่อพะยูนมากขึ้น ทว่า 7 ปีต่อมา สถานการณ์ของพะยูนไทยกลับยังไม่ได้ดีขึ้น เพราะนอกจากขยะทะเล การติดเครื่องมือประมง หรือการถูกเรือชนแล้ว แหล่งอาหารอย่าง ‘หญ้าทะเล’ ซึ่งเป็นพื้นที่หากินของพะยูนก็กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างหนัก
หญ้าทะเลกำลังหาย
สำหรับพะยูน การมีหญ้าทะเลเพียงพอหมายถึงการมีอาหารเพียงพอด้วย พะยูนโตเต็มวัยที่มีน้ำหนักประมาณ 250-420 กิโลกรัม ต้องกินหญ้าทะเลสดวันละราว 5-10% ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 12.5-42 กิโลกรัม หญ้าทะเลจึงเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของพะยูน ขณะเดียวกันทุ่งหญ้าทะเลยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยกรองตะกอนและปรับคุณภาพน้ำ รวมถึงกักเก็บคาร์บอนไว้ในระบบนิเวศชายฝั่งในรูปของคาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon)
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ช่วงปี 2562-2567 มีพะยูนตายสะสมมากกว่า 142 ตัว ขณะที่อัตราการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี สูงกว่าอัตราการเกิดใหม่ตามธรรมชาติที่ 17.5 ตัวต่อปี สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วงปี 2566-2567 พบพะยูนจำนวนมากอยู่ในภาวะทุพโภชนาการหรือผอมแห้งอย่างรุนแรง โดยมีความเกี่ยวข้องกับการขาดแคลนหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกมัน นั่นหมายความว่า ก่อนที่พะยูนจะตาย ปัญหาอาจเริ่มต้นจากการที่มันหาอาหารได้ไม่เพียงพอเสียก่อน
สถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดในจังหวัดตรัง ซึ่งมีพื้นที่หญ้าทะเลประมาณ 34,869.5 ไร่ และเป็นแหล่งที่พบพะยูนราว 70% ของประชากรที่สำรวจพบในประเทศไทย แต่แหล่งอาหารขนาดใหญ่แห่งนี้กำลังเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะบริเวณเกาะมุกด์ เกาะลิบง และเกาะกระดาน
ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง และ ทช. ระบุว่า เฉพาะเกาะมุกด์มีพื้นที่หญ้าทะเลทั้งหมด 9,017 ไร่ และพบพื้นที่เสื่อมโทรม 6,910 ไร่ในปี 2566 คิดเป็นราว 77% ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนการปกคลุมของหญ้าทะเลลดลงจาก 51% ในเดือนธันวาคม 2566 เหลือเพียง 14% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567
สาเหตุที่หญ้าทะเลหายไปมีหลายด้าน ทั้งอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำผิดปกติจนหญ้าทะเลบางพื้นที่ต้องรับแสงแดดเป็นเวลานาน ต้นและรากจึงเสียหาย ขณะเดียวกันกิจกรรมชายฝั่ง ทั้งการขุดร่องน้ำ การถมทะเล การก่อสร้าง การท่องเที่ยว และการเกษตร ทำให้ตะกอนดินฟุ้งกระจายและตกทับบนแหล่งหญ้าทะเล จนแสงส่องลงไปไม่ถึงพื้นทะเล นอกจากนี้ยังมีน้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการบำบัดไหลลงสู่ทะเล
เมื่อแหล่งอาหารลดลง พะยูนจึงต้องออกจากถิ่นเดิมไปหาอาหารในพื้นที่อื่น เช่น กระบี่ พังงา และภูเก็ต การออกไปหากินนอกพื้นที่คุ้มครองเพิ่มความเสี่ยงทั้งจากเรือท่องเที่ยว อวนประมง โป๊ะ และการเกยตื้น ขณะเดียวกันการที่หญ้าทะเลตาย ยังอาจทำให้คาร์บอนที่สะสมอยู่ในตะกอนใต้ทะเลถูกปล่อยกลับสู่บรรยากาศ
รักพะยูน อย่าลืมทะเล
ภาพพะยูนในโลกออนไลน์เรียกรอยยิ้มและความเอ็นดูได้เสมอ เมื่อมีข่าวพะยูนบาดเจ็บหรือเกยตื้น ผู้คนพร้อมแชร์ พร้อมส่งกำลังใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทว่า ปัญหาของทะเลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เราเห็นสัตว์บาดเจ็บบนชายหาด สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านและบนแผ่นดินก็มีปลายทางอยู่ในทะเลเช่นกัน ขยะพลาสติกจากการใช้ชีวิตประจำวัน น้ำเสียจากครัวเรือน และสารเคมีจากภาคเกษตรสามารถไหลผ่านแม่น้ำลำคลองลงสู่ทะเลได้ ซึ่งกรณีของมาเรียมชี้ให้เห็นว่าขยะจากบนบกสามารถย้อนกลับมาทำร้ายสัตว์ทะเลได้เช่นกัน ขณะที่สารอาหารจากน้ำเสียและปุ๋ยเคมีที่ไหลลงสู่ทะเลยังสามารถเร่งการเติบโตของสาหร่าย จนบดบังแสงและกระทบต่อการเติบโตของหญ้าทะเล ดังนั้น การช่วยพะยูนจึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่สิ่งที่ถูกทิ้งลงถังขยะ สิ่งที่ไหลลงท่อระบายน้ำ ไปจนถึงการจัดการกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นริมทะเล
รักษาบ้าน ก่อนเสียเจ้าบ้าน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดย ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดี ทช. ได้เดินหน้ายกระดับมาตรการ ‘SAVE OUR DUGONG’ ร่วมกับจังหวัดตรังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งเป้าลดการตายของพะยูนจากกิจกรรมมนุษย์ให้เป็นศูนย์ ผ่าน 2 มาตรการเร่งด่วนใน 12 พื้นที่เสี่ยง ครอบคลุมการจัดระเบียบและจำกัดความเร็วเรือท่องเที่ยวบริเวณแหล่งหญ้าทะเลไม่ให้เกิน 5 นอต การปรับเปลี่ยนและจัดระเบียบเครื่องมือประมง เช่น การติดไฟกะพริบแจ้งเตือนและการขยายตาอวน รวมถึงการจัดการตะกอนจากการขุดร่องน้ำและการก่อสร้างชายฝั่ง
ด้านการวิจัย นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ WWF ประเทศไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพะยูนจากต่างประเทศ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยใช้โดรนสำรวจ ติดตามการเคลื่อนที่ สุขภาพ และพฤติกรรมของพะยูน รวมถึงทดลองฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประชาชนเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งได้จากเรื่องใกล้ตัว ทั้งลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ลดการปล่อยน้ำเสียและสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ และช่วยแจ้งเหตุเมื่อพบพะยูนเกยตื้นหรือได้รับบาดเจ็บผ่านสายด่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 1362 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง



