ปัจจุบันและอนาคตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจทั่วโลก

“ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน” รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) ระบุถึงทิศทางในอนาคตในบทบาทของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างทุนมนุย์

รศ.ดร. คมสัน ชี้ให้เห็นว่า แม้ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในงานประจำหรืองานวิเคราะห์ข้อมูลซ้ำ ๆ เช่น งานบัญชีหรืองานด้านกฎหมาย แต่ AI ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่ากับสมองของมนุษย์ในด้านการวางแผนและบริหารจัดการได้ ในอนาคตอันใกล้ โลกจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ “คนเพียงคนเดียวก็สามารถขับเคลื่อนหนึ่งบริษัทได้” โดยอาศัย AI เป็นตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยตัดสินใจ เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ สจล. ได้ทำการปรับเปลี่ยนหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยบรรจุวิชา AI และ Coding ลงในหลักสูตรพื้นฐาน ของทุกคณะตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 พร้อมทั้งมีการตัดเกรดจริง โดยกำหนดให้นักศึกษาปี 1 ทุกคนต้องจับกลุ่มทำโปรเจกต์นวัตกรรมทันที และเมื่อเรียนถึงปี 4 จะต้องพัฒนาผลงานเหล่านั้นขึ้นเป็น “นวัตกรรมจริง” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท สตาร์ทอัป (Startup) หรือบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระตุ้น GDP ของประเทศ นอกจากนี้ สจรล ยังได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Engineering) ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อเร่งผลิตบุคลากรเฉพาะทางเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้โดยตรง

ดาต้าเซ็นเตอร์ปลดล็อกด้วยSMR

อธิการบดี สจร. สะท้อนถึงข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของประเทศว่า ปัจจุบันข้อมูล AI และพฤติกรรมการใช้งานข้อมูลทั้งหมดของคนไทยถูกนำไปเก็บและพัฒนาโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Google ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสและเสียดุลในการนำข้อมูลมาประมวลผลต่อยอดเพื่อประโยชน์ในประเทศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ภายในประเทศอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ดี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาล และมาตรฐานโลกในปัจจุบันบังคับให้ต้องขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เท่านั้น ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการใช้งาน สจร. จึงเสนอทางเลือกสำคัญในการใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่าง Small Modular Reactor (SMR) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กขนาด 200–400 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ควบคุมปฏิกิริยาได้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียเริ่มแสดงความสนใจจองและวางแผนเรื่อง SMR แล้ว หากรัฐบาลไทยยังไม่บรรจุลงในแผนพลังงานตอนนี้ ประเทศไทยจะต้องรอคิวเทคโนโลยีนี้ไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปีและสูญเสียโอกาสการแข่งขันครั้งสำคัญ

จับมือ “อายุรเวช” ระดับโลก อินเดีย

รศ.ดร. คมสัน ยังให้มุมยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทยว่า อาจไม่สามารถแข่งขันด้านการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูงกับประเทศมหาอำนาจได้ แต่ไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือภาคการเกษตร โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอาหารปลอดภัย (เกษตรอินทรีย์) เพื่อขจัดปัญหาการถูกกีดกันทางการค้าในตลาดโลก ควบคู่ไปกับธุรกิจด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ (Wellness, Health Care & Longevity)

เพื่อยกระดับจุดแข็งนี้ สจล. ได้ริเริ่มความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ กระทรวงอายุรเวชของประเทศอินเดีย ในการศึกษาวิจัยและแลกเปลี่ยนศาสตร์การบำบัดแบบดั้งเดิมของอินเดียและไทย เช่น โยคะและการทำสมาธิ เพื่อนำมาประยุกต์ร่วมกับการแพทย์สมัยใหม่และพิสูจน์ผลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยทางรัฐมนตรีจากประเทศอินเดียมีกำหนดการบินมาลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กันยายนนี้ ภายในพื้นที่การจัดงานลาดกระบังนิทัศน์

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

ปริญญาเอกวัดด้วยชิ้นงานนวัตกรรม

รศ.ดร.คมสัน เผยว่า มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์จากการมุ่งเน้นงานวิจัยเชิงวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ มาสู่การสร้าง “The World Master of Innovation” โดย สจล. ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สามารถสำเร็จการศึกษาได้ด้วยผลงานสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องพึ่งพางานวิจัยรูปแบบเอกสารอย่างเดียว ซึ่งผลงานต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความพร้อมทางเทคโนโลยี (TRL) โดยระดับปริญญาเอกต้องอยู่ที่ TRL 7 ขึ้นไป และปริญญาโทอยู่ที่ TRL 5

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้สจล.ได้ผลิตผลงานนวัตกรรมเด่นฝีมือคนไทย 100% คือ “แบตเตอรี่กราฟีน” ที่ผลิตจากโรงงานต้นแบบของสถาบัน ซึ่งในปัจจุบันได้ผ่านการพัฒนาเป็นแพ็กเซลล์และนำมาใช้งานจริงในการขับเคลื่อนรถสามล้อไฟฟ้าของสถาบันเรียบร้อยแล้ว

ลาดกระบังนิทรรศน์ 69

รศ.ดร.คมสันกล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สจล.ได้เตรียมจัดงาน ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้ เพื่อแสดงทิศทางแห่งอนาคตของประเทศ และสะท้อนภาพความร่วมมือที่แท้จริงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าเดิม โดยภายในงาน ได้นำแบบจำลองของ SMR และเทคโนโลยีฟิวชันมาโชว์ หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า

งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต