เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นายพิษณุ นิ่มเมี้ยน แฟนหนุ่มเดินทางมาติดต่อขอรับร่างของ น.ส.ทัศไนย มั่นประพันธ์ อายุ 31 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 40 จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งเสียชีวิต เมื่อเวลา 22.03 น. ของวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลตากสิน

นายพิษณุ เปิดเผยถึงอาการของแฟนสาวว่า น.ส.ทัศไนย เป็นหนึ่งในลูกค้าที่เดินทางไปเที่ยวที่ร้านในวันเกิดเหตุ ก่อนหน้านี้แฟนสาวนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณเดือนนิดๆ โดยอาการดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถพูดคุยได้ตามปกติ ถอดเครื่องช่วยหายใจ และถอดสายอาหารแล้ว โดยคุณพ่อจะไปเยี่ยมในช่วงกลางวัน ส่วนตนเองจะไปเยี่ยมในช่วงเย็น ขณะที่คุณพ่อเป็นคนป้อนข้าว ป้อนน้ำ และพูดคุยกันตามปกติ แฟนสาวมีอาการดีขึ้นและพยายามพูดคุยกันมาโดยตลอด

โดยตนเองจะบอกให้แฟนสาว “สู้ ๆ” และเชื่อว่าหลังจากนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ตนเองในฐานะแฟนรู้สึกดีใจและคิดว่าหลังจากนี้แฟนสาวจะรักษาจนหายได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างการรักษา แฟนสาวยังคงต้องเข้ารับการผ่าตัดอยู่บ่อยครั้ง เพื่อขูดเนื้อตายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้ออก โดยนายพิษณุ เข้าใจว่าเป็นเอฟเฟกต์ของการผ่าตัดที่แบบสูญเสียเลือดมาก แต่ว่าพอเริ่มดีขึ้นก็พูดคุยปกติทุกอย่าง

นายพิษณุ กล่าวต่อว่า กระทั่งวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แฟนสาวเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง หลังออกจากห้องผ่าตัดพบว่ามีเลือดออกบริเวณริมฝีปาก จึงคาดว่าน่าจะเป็นเลือดจากภายใน และเข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการสอดท่อ เนื่องจากแฟนสาวบอกว่าเจ็บคอ จากนั้นในวันศุกร์ แฟนสาวบอกว่าเริ่มมีอาการเจ็บคอและไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ต่อมาในวันเสาร์ นายพิษณุสังเกตเห็นว่าแฟนสาวมีอาการหน้าบวมและคอบวม แต่ยังสามารถพูดคุยกันได้ตามปกติ

ช่วงเช้าวันอาทิตย์ นายพิษณุและลูกสาวได้เดินทางเข้าไปเยี่ยมแฟนสาวก่อนเข้าห้องผ่าตัด โดยขณะนั้นทุกอย่างยังเป็นปกติ ระหว่างที่แฟนสาวเข้ารับการผ่าตัด นายพิษณุได้เดินทางกลับบ้านเพื่อพักผ่อน กระทั่งช่วงเย็น ลูกสาวต้องการกลับไปเยี่ยมแม่อีกครั้ง จึงตัดสินใจเดินทางไปที่โรงพยาบาล

นายพิษณุ กล่าวว่า เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาลพบว่าแฟนสาวอยู่ในสภาพถูกใส่เครื่องช่วยหายใจ ตาค้าง และพยายามหันหน้ามาสื่อสารกับตนเองว่าให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่ไม่สามารถถอดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการรักษา โดยตนเองสังเกตเห็นว่าแฟนสาวพยายามขยับปากเพื่อสื่อสาร และพยายามห้ามไม่ให้มีการถอดเครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการรักษา

หลังจากนั้น นายพิษณุกลับบ้านในช่วงกลางคืน ก่อนจะได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลเกือบทุกชั่วโมง โดยทางโรงพยาบาลแจ้งว่าแฟนสาวมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และขอให้ครอบครัวเดินทางไปดูใจ เนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ขณะที่แผลติดเชื้อในกระแสเลือดมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ไตหยุดทำงาน ทำให้ครอบครัวต้องยอมรับความเสี่ยงเพื่อพยายามยื้อชีวิตแฟนสาวไว้

กระทั่งวันจันทร์ เวลาประมาณ 17.00 น. แฟนสาวมีอาการทรุดลง และจำเป็นต้องทำการฟอกไตโดยด่วน หลังจากฟอกไตแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ความดันโลหิตลดต่ำลง และมีอาการหายใจผิดปกติ ขณะนั้นครอบครัวพยายามผลัดกันเข้าไปเยี่ยม และพบว่าสัญญาณชีพของแฟนสาวเริ่มลดลง

กระทั่งเวลา 22.06 น. แฟนสาวเสียชีวิตลง โดยก่อนเสียชีวิต นายพิษณุ พ่อแม่ และลูกทั้งสองคน ได้เข้าไปกล่าวลาเป็นครั้งสุดท้าย โดยทุกคนพูดไปในทางเดียวกันว่า “ถ้าเกิดเธอจะสู้ ถ้าไหวก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวก็พัก ลูกไม่ต้องห่วง” ขณะที่ลูกๆ ได้กล่าวลาแม่ว่า “แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะตั้งใจเรียน”

นายพิษณุ กล่าวว่า ช่วงแรกที่แพทย์สอบถามความเห็นว่าต้องการให้ทำการ CPR หรือไม่ ตนต้องการให้ทำ CPR เพื่อยื้อชีวิตแฟนสาวไว้ แต่เมื่อเห็นสภาพร่างกายของแฟนสาวแล้ว จึงไม่อยากให้ต้องทรมาน แม้ลึก ๆ แล้วจะต้องการยื้อชีวิตแฟนสาวไว้มากเพียงใดก็ตาม

นายพิษณุ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ ทางฝั่งของร้านได้ส่งทนายความมาให้เงินช่วยเหลือจำนวน 10,000 บาท และไม่มีการช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก โดยที่ผ่านมา นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาล 30 บาทแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าแพมเพิส และค่าวิตามินบำรุงที่ต้องซื้อให้แฟนรับประทานระหว่างรักษาตัว ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ครอบครัวต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด ซึ่งผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียหายรายอื่นก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เช่นกัน

นอกจากนี้จำนวนผู้ป่วยอาการวิกฤติ นายพิษณุ ระบุว่า เดิมได้รับข้อมูลว่ามีผู้ป่วยเคสแดงประมาณ 11 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย จึงคาดว่ายังเหลือประมาณ 8-9 ราย พร้อมระบุว่า ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเคสแดงเท่านั้นที่มีความเสี่ยง เพราะผู้ป่วยเคสเหลืองบางรายที่ได้รับควันเข้าไปมากก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลัง โดยทราบว่ามีเคสเหลืองเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วเช่นกัน

ด้านการดำเนินคดี นายพิษณุ ระบุว่า หลังจากนี้จะดำเนินการฟ้องร้อง โดยมีมูลนิธิและผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือด้านคดี พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามสิทธิที่ควรได้รับ แต่ยังติดใจเรื่องการช่วยเหลือจากทางร้านที่มองว่ายังไม่มีความกระตือรือร้น และส่วนใหญ่ต้องรอให้ผู้เสียหายสอบถามก่อนจึงจะมีการอัปเดตความคืบหน้า

ส่วนการเยียวยาจากภาครัฐ นายพิษณุ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องในฐานะผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่หลังจากเสียชีวิต หน่วยงานได้ติดต่อกลับมาและให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เสียชีวิต โดยอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร และเตรียมให้แม่ของผู้เสียชีวิตมอบอำนาจให้ตนเองเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่แม่จะเป็นผู้รับเงิน

ทั้งนี้ นายพิษณุ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับข้อมูลว่าเงินเยียวยาอาจมีการปรับเพิ่มเป็น 300,000 บาท แต่ยังต้องสอบถามรายละเอียดและหลักเกณฑ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

นายพิษณุ ยังฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางร้านว่า อยากให้เร่งดำเนินการและให้ความสำคัญกับผู้เสียหายมากขึ้น เพราะผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนมาก และทุกคนมีค่าใช้จ่ายในการรักษาและดูแลผู้ป่วย พร้อมย้ำว่าเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเพียง 10,000 บาท ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

ต่อมาเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง น.ส.ทัศไนย ออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต โดยครอบครัวจะนำร่าง น.ส.ทัศไนย ผู้เสียชีวิต ไปประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมที่วัดกุนนทีรุทธาราม (วัดห้วยขวาง) เป็นเวลา 3 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ นายเข้ม มีชัย อายุ 43 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 41 ขณะนี้ได้นำร่างมาไว้ที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจเป็นที่เรียบร้อยอยู่ระหว่างการชันสูตรศพ จะติดต่อเข้ามาขอรับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) นี้ต่อไป.