สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ว่า จีนเดินหน้าทดลองนำหุ่นยนต์เข้ามารับหน้าที่ควบคุมการจราจรในชีวิตประจำวัน โดยที่เมืองหางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศ มีการนำหุ่นยนต์ “ที2” (ที2) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท “ซัปคอน อินฟอร์เมชั่น” (SUPCON Information) มาใช้งานตามแยกที่มีการจราจรหนาแน่น เพื่อรับช่วงภารกิจซ้ำ ๆ จากตำรวจจราจร
In the eastern Chinese city of Hangzhou, a humanoid robot is part of a pilot project aimed at handing some of police officers' most repetitive traffic-control duties to machines.
— Reuters (@Reuters) August 20, 2026
Developed by local technology firm SUPCON Information, the robocop uses cameras, radar and onboard…
หุ่นยนต์ ที2 สูงประมาณ 1.88 เมตร และมีน้ำหนัก 98 กิโลกรัม แม้ยังไม่สามารถใช้อาวุธหรือจับกุมผู้กระทำผิดได้เหมือน “โรโบคอป” ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่สามารถตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดกฎจราจร พร้อมส่งเสียงตักเตือน และขยับแขนให้สัญญาณการจราจรสอดคล้องกับสัญญาณไฟบริเวณทางแยก

หุ่นยนต์ดังกล่าวติดตั้งกล้อง เรดาร์ และระบบประมวลผลภายใน สามารถตรวจจับผู้ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่สวมหมวกนิรภัย รถจักรยานไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารซ้อนท้าย รถยนต์ที่หยุดเลยเส้นจราจร รวมถึงคนเดินเท้าที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ โดยบริษัทระบุว่า ระบบสามารถตรวจจับการกระทำผิดได้อย่างแม่นยำมากกว่า 95%

นอกจากการตรวจจับการฝ่าฝืนกฎจราจรแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเส้นทาง ที่จอดรถ และกฎจราจร รวมถึงมีฟังก์ชันฉุกเฉินที่เชื่อมต่อผู้ใช้งานกับตำรวจท้องถิ่นได้โดยตรง
บริษัทซัปคอน เริ่มนำหุ่นยนต์ลักษณะนี้ไปใช้งานในเมืองหางโจวตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รวม 15 ตัว ซึ่งบริษัทระบุว่า สามารถออกคำเตือนได้แล้วมากกว่า 170,000 ครั้ง และช่วยลดจำนวนกรณีไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงการหยุดรถเลยเส้นจราจรในแต่ละเดือนลงมากกว่า 40%

นอกจากนี้ บริษัทยืนยันว่า หุ่นยนต์ผ่านการทดสอบการทำงานเป็นเวลาหลายพันชั่วโมง ทั้งในพื้นที่ท่องเที่ยว เขตโรงเรียน ย่านธุรกิจ ช่วงเวลาเร่งด่วน และสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยสามารถปฏิบัติงานได้ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. และเคลื่อนที่ไปตามจุดที่กำหนดบริเวณทางแยกได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุมจากระยะไกล ขณะที่ตำรวจยังสามารถติดตามและสั่งการผ่านระบบส่วนกลาง
ปัจจุบัน ซัปคอนระบุว่า มีหุ่นยนต์ลักษณะดังกล่าวเกือบ 50 ตัว ใช้งานอยู่ในประมาณ 8 เมืองของ 3 มณฑล และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็นเกือบ 200 ตัวภายในสิ้นปีนี้ สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน ในการผลักดันเทคโนโลยีจากการแสดงตามงานนิทรรศการ ไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การส่งออกหุ่นยนต์ตำรวจจากจีนไปต่างประเทศยังมีความท้าทาย ทั้งการเชื่อมต่อกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศ การขอใบรับรอง ตลอดจนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากหุ่นยนต์ต้องใช้กล้องและเซ็นเซอร์ในการตรวจจับประชาชนและสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ผู้ผลิตบางรายมองว่า หุ่นยนต์ตำรวจมีศักยภาพในประเทศที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดหรือฝนตกหนัก เช่น ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การนำไปใช้งานจริงในต่างประเทศอาจซับซ้อนกว่าการส่งออกรถยนต์ เพราะต้องปรับให้สอดคล้องกับกฎหมาย ระบบราชการ และมาตรฐานด้านข้อมูลของแต่ละประเทศ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



