โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด อาจเป็นข่าวเล็ก ๆ ที่คนเมืองกรุงมองข้าม แต่คนเมืองจันท์สะเทือนใจ โดยอ้างว่าแลกพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์กว่า 12,000 ไร่ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนพื้นที่การเกษตรชุมชน 87,700 ไร่ และการใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC

การแลกกันนี้ คุ้มค่า จริงหรือไม่ ความ คุ้มค่า วัดได้จากตัวเลขทางบัญชีเพียงอย่างเดียว หรือวัดกันด้วย ESG

ความสุดโต่งทางเศรษฐกิจ มองป่าเป็นเพียง ที่ดินว่างเปล่า ที่ไม่สร้าง GDP และมองน้ำเป็นปัจจัยการผลิตหลัก ประเมินความคุ้มค่าผ่านอัตราผลตอบแทนทางการเงิน โดยมองข้ามต้นทุนแฝงจากการสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติ ทำลายกลไกการดูดซับคาร์บอนของป่า ซึ่งเป็นเสมือนปอดขนาดใหญ่ฟอกคาร์บอนตามธรรมชาติ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และ
ธรรมาภิบาล ผ่านแนวคิดทุนนิยมเป็นใหญ่

ความสุดโต่งทางการอนุรักษ์ ห้ามแตะต้องผืนป่าทุกกรณี โดยปฏิเสธความต้องการพื้นฐานด้านความมั่นคงทางการเกษตร เศรษฐกิจของชุมชน และการเติบโตของอุตสาหกรรม ไม่สนใจความสามารถการแข่งขันของประเทศ

แล้วทางสายกลาง สายยั่งยืนเขาว่าอย่างไร การรักษาสมดุล ESG การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และสังคมน้อยที่สุด และต้องมีแนวทางรักษาเยียวยาระบบนิเวศให้กลับมาดีเหมือนเดิม ในโมเดลใหม่

การพัฒนาโครงการใหญ่ ๆ แบบนี้ โมเดลที่ออกมาจะขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ให้ ส่วนใหญ่ผู้ออกแบบเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมักจะเป็น ทีมวิศวกร ที่ได้รับโจทย์จากรัฐ ซึ่งมักจะคิดถึงเรื่องความคุ้มค่าตามงบประมาณ ไม่มีโจทย์ด้านความยั่งยืน ถ้ามี ทีมสถาปนิกยั่งยืน ร่วมด้วย เขาจะใช้ความคิดสร้างสรรค์หาทางเลือกที่กระทบต่อผู้คน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ถ้ามี ทีมนักสิ่งแวดล้อม ด้วยเขาจะช่วยถ่วงดุลไม่ให้เป็นโครงการทุนนิยมสุดโต่ง และถ้ามี ทีมนักวิทยาศาสตร์นวัตกร เขาจะช่วยหาเทคโนโลยีใหม่มาตอบโจทย์ความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นโดยกระทบระบบนิเวศและชุมชนน้อยที่สุด

ถ้าทีมออกแบบมีครบทุกวิชาชีพที่สำคัญ เราคงไม่เห็นโครงการเขื่อนคอนกรีตยักษ์ 7,200 ล้านบาท แต่ เราจะได้ทางเลือกอื่นที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยเริ่มจากโจทย์ที่ถูกต้อง  

ถ้าเราให้โจทย์เพียงตัวเลขของน้ำที่ต้องการจะเก็บไว้ใช้ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ วิศวกรก็คำนวณแค่พื้นที่ ปริมาณน้ำ และความสูงสันเขื่อน โดยไม่สนใจป่าที่หายไปกว่า 10,000 ไร่ ต้นไม้ใหญ่ที่จมน้ำไปกว่า 400,000 ต้น ยังไม่นับรวมระบบนิเวศที่กระทบสัตว์ป่าจำนวนมาก เพราะสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่อยู่ในโจทย์

แต่ถ้าเราเพิ่มโจทย์ โดยให้ลดความเสียหายของธรรมชาติ ทำลายป่าน้อยที่สุด หาทางเลือกอื่น ๆ ที่ได้ผลเท่ากัน หรือคุ้มค่ากว่า ให้สถาปนิกยั่งยืน และผังเมืองมาช่วยคิด เราอาจจะได้โครงการสร้างเขื่อนขนาดกลาง ลดการเสียพื้นที่ป่าเพียง 1,000 ไร่ แล้วไปเพิ่มบ่อเก็บน้ำชุมชน กระจายไปตามแปลงเกษตร มีเครือข่ายคลองชลประทานเชื่อมโยงในชุมชน ได้แบบผังเมืองใหม่เป็น Spong City คล้ายที่จีนทำ นอกจากลดการสูญเสียป่าสมบูรณ์แล้ว ยังเพิ่มความเขียวของระบบนิเวศใหม่ของเมืองอย่างยั่งยืนอีกด้วย

และถ้าเราเพิ่มโจทย์ความยั่งยืน และ Circular Economy เข้าไปด้วย โดยให้ทีมนักวิทยาศาสตร์นวัตกร ช่วยคิดเรื่องระบบน้ำหมุนเวียนในเขตอุตสาหกรรม การสกัดน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเพื่ออุตสาหกรรม และเกษตร เราก็อาจจะสร้างเพียงเขื่อนขนาดเล็ก เสียพื้นที่ป่าเพียงไม่กี่ร้อยไร่ และได้พัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เป็นมาตรฐานการเกษตร และอุตสาหกรรมโลกใหม่ที่มีตราคาร์บอนต่ำได้ด้วย เหมือนกับ สิงคโปร์ ที่ทำระบบน้ำ RO น้ำจืดจากน้ำทะเล และรีไซเคิลน้ำอุตสาหกรรม 100% จีน ที่พัฒนาผังเมือง Sponge City เก็บน้ำไว้ในฤดูแล้ง และรองรับน้ำท่วมในฤดูฝนโดยพัฒนาพื้นที่รอบ ๆ ใหม่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่เป็นปอดให้ชุมชน ประเทศในยุโรปอย่าง ฮอลแลนด์ ก็ใช้ระบบชลประทานอัจฉริยะ โดยออกแบบผังเกษตรภาพใหญ่ กระจายพื้นที่เก็บน้ำ และเครือข่ายคลองชลประทานใหม่ รวมถึงมีระบบเกษตรแม่นยำ ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ควบคุมด้วยระบบ AI เป็นต้น

รู้แบบนี้แล้วเราน่าจะทบทวนโจทย์กันใหม่ อย่าให้เรื่องเล็ก ๆ ของคนเมืองกรุง ไปทำร้ายคนเมืองจันท์นะครับ.