ปริมาณเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย ที่ทุบสถิติแล้วทุบสถิติอีก เพียงแค่ครึ่งปี 69 สถิติปริมาณเงินขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาทไปแล้ว เทียบกับปี 68 ทั้งปีที่มียอดคำขอส่งเสริมการลงทุนรวม 1.87 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการทุบสถิติยอดสูงสุดในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เห็นจากตัวเลขครึ่งปี 69 มีโอกาสสูงที่ทั้งปีจะทุบสถิติยอดขอส่งเสริมการลงทุนมากกว่าปี 68 อย่างแน่นอน

เรียกได้ว่า ประเทศไทยยังมีเสน่ห์ในการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติแห่ขนเงินเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ในเสียงชื่นชม …กลับเริ่มมีการตั้งคำถามถึงตัวเลขการลงทุนที่ไทยได้มาปริมาณมาก ๆ คุ้มค่ากับสิ่งที่ประเทศไทยต้องเสียไปหรือไม่?? โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ ๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เอไอ ที่ต้องสูบทรัพยากรน้ำ ไฟ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงทำให้บางส่วนเริ่มกังวลกับประโยชน์ที่ “ได้” กับประโยชน์ที่ “เสีย” จะมีอะไรมาชั่งน้ำหนักให้กับประเทศไทย เป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลได้หยิบยกขึ้นมาเป็นวาระด่วนในการคัดกรองอย่างเข้มข้นในการลงทุน

ไทยผู้เลือกและผู้ถูกเลือก

“ทีมเศรษฐกิจเดลินิวส์” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่งได้ต่ออายุราชการหมาด ๆ อีก 1 ปี ในตำแหน่งเลขาธิการบีโอไอ เพื่อฉายภาพการลงทุนไทยจากนี้ ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยน โดย “นฤตม์” ยอมรับว่า วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก ไม่ใช่เฉพาะเอไอ แต่รวมถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และไบโอเทคโนโลยี ทุกอย่างก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และจากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด

“ทั้งหมดถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในช่วงหลายสิบปี และเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาสู่การเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของโลก และทิศทางนี้หันมาสู่อาเซียนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ตัวเลขการลงทุนทั่วโลกติดลบมา 2-3 ปี แต่การลงทุนในอาเซียนกลับเป็นบวกสวนทางกับโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความโดดเด่น แต่ไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่โดดเด่น ยังมีประเทศอื่นในอาเซียนที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และต้องการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตามวันนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่มีโอกาสพร้อมกับการแข่งขันที่สูงมาก ไทยจึงมี 2 บทบาทสำคัญ คือเป็นทั้ง “ผู้เลือก” และ “ผู้ถูกเลือก” ด้านหนึ่ง ต้องเลือกสิ่งที่จะมาต่อยอด และสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ขณะเดียวกันนักลงทุนเองก็มีทางเลือกหลายประเทศ ไทยจึงต้องทำอย่างไรให้เป็น “ผู้ถูกเลือก” จากนักลงทุน

เทค-ทาเลนท์ดึงศก.

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมให้ตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ โดยใช้แนวคิดระบบนิเวศของการลงทุนในโลกยุคใหม่ ที่เน้นเทคแอนด์ทาเลนท์ (Tech and Talent) ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนในโลกยุคใหม่ โดยการสร้างอีโคซิสเตมที่มีความพร้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน โดยสร้างอีโคซิสเตม และดึงดูดการลงทุนทั้งหมด ที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมที่เข้ามาจะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทย และไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ

“ระบบสาธารณูปโภคหลายเรื่องยังอยู่ในวิสัยที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการได้ ประเทศไทยยังอยู่ในจุดที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการได้ เพียงแต่ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน การบริหารจัดการจึงครอบคลุมทั้งเรื่องไฟ น้ำ สิ่งแวดล้อม บุคลากร และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

รับคลื่นลงทุนระลอกที่ 3

หากมองภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมที่เข้ามาสู่ประเทศไทย ปัจจุบันเป็นคลื่นการลงทุนลูกที่ 3 โดย “คลื่นแรก” เกิดขึ้นเมื่อก่อตั้งบีโอไอ เมื่อ 60 ปีก่อน เป็นช่วงแรกที่ประเทศไทยเปิดประตูรับการลงทุนจากต่างประเทศ “คลื่นลูกที่ 2” เกิดขึ้นในช่วงการพัฒนา “อีสเทิร์นซีบอร์ด” เป็นจังหวะเดียวกับที่เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่ารวดเร็ว ทำให้เกิดการลงทุนเข้ามาอีกระลอก สองคลื่นแรกเป็นการลงทุนแบบการใช้ทุนเข้มข้น และใช้แรงงานเข้มข้น

แต่ “คลื่นลูกที่ 3” ในปัจจุบันแตกต่างออกไป เพราะเป็นคลื่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นการใช้เทคโนโลยีซึ่งอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ใช้พลังงานสูง ไม่ใช่เฉพาะดาต้า เซ็นเตอร์ แต่รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการบุคลากรทักษะสูง และต้องการซัพพลายเชน ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หากประเทศไทยต้องการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับโลก ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือเทรนด์โลก และเป็นสิ่งที่โลกต้องการ เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั่วโลก

“ประเทศไทยอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมมาหลายสิบปี แต่สินค้าที่ผลิตในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา หลายอย่างโลกต้องการน้อยลง และในอนาคตบางอย่างอาจไม่ต้องการแล้ว หากยังผลิตสิ่งเดิมต่อไปก็อาจขายไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปผลิตสิ่งที่โลกต้องการ”

6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ทั้งนี้บีโอไอได้กำหนด 6 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งมีนักลงทุนรายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ได้แก่

1.ไบโอแอนด์กรีน อินดัสทรี เป็นกลุ่มที่ไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านวัตถุดิบ ขีดความสามารถของบุคลากร และตลาด ครอบคลุมเกษตร อาหาร พลังงานสะอาด และการแพทย์

2.ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบีอีวี แต่ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่ไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ด้วย

3.เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก และเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอุปกรณ์ทุกชนิดในโลก ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิต

4.อุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโลกที่ก้าวหน้ารวดเร็วและจะมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ

5.อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ที่กำลังพัฒนาไปสู่ Humanoid Robot หรือ Physical AI โดยไทยสามารถต่อยอดจากฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่เดิม เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

6. ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ โดยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค ศูนย์จัดซื้อและกระจายสินค้า รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค

ทั้ง 6 สาขาสำคัญจะเปลี่ยนประเทศและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่นิว อีโคโนมี รวมถึงเป็นเกม เชนเจอร์สำคัญของเศรษฐกิจไทย เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของโลก เป็นสิ่งที่โลกต้องการ และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพจะทำได้ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การที่ไทยประสบความสำเร็จในการดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนรายใหม่หันมามองว่าเหตุใดบริษัทชั้นนำเหล่านี้จึงเลือกประเทศไทย

ไม่ปิดประตูไม่เปิดหมด

“นฤตม์” ยอมรับว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะดาต้า เซ็นเตอร์ , เอไอ, เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องการใช้พลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน ดีมานด์ของโลกเติบโตเร็ว จึงมีผู้ต้องการลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศไทยต้องคัดกรอง จุดยืนไม่ใช่การเลือกระหว่าง การปิดประตู ปฏิเสธทั้งหมด หรือเปิดโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องหาจุดที่เหมาะสมในการคัดกรองโครงการที่มีคุณภาพและจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เป็นสิ่งที่บีโอไอ ยึดถือมาตลอด ไม่ได้เพิ่งทำ แต่หลักเกณฑ์มีการปรับตามสถานการณ์ โดยนโยบายเรื่องดาต้า เซ็นเตอร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปรับมาแล้ว 3-4 รอบ และเมื่อมาถึงจุดนี้ก็จะมีความเข้มข้นขึ้น”

รื้อเกณฑ์ดึงเชื่อมั่น

ภาพของดาต้า เซ็นเตอร์ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กับภาพวันนี้ไม่เหมือนกัน เพราะตัวแปรสำคัญ คือ เรื่องเอไอ โดยดาต้า เซ็นเตอร์ ที่เข้ามาในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว กับดาต้า เซ็นเตอร์ในวันนี้ใช้พลังงานแตกต่างกัน เพราะเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เอไอยังไม่ก้าวหน้าขนาดนี้ แต่ช่วงระยะหลังเป็นเอไอ ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานมากกว่าเดิม รัฐบาลจึงได้ตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้า เซ็นเตอร์” หรือบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ มาคุมผลกระทบพลังงาน สิ่งแวดล้อม ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศแท้จริง

“สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในทุกประเทศ เมื่อดาต้า เซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ใช้พลังงานมากขึ้น จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนมิติต่าง ๆ ให้เหมาะสม เพราะพลังงานของทุกประเทศมีจำกัด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างก็มีการทบทวนนโยบายหรือชะลอการดำเนินการในช่วงหนึ่ง ดังนั้นนักลงทุนเข้าใจสถานการณ์ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องการ คือ ความชัดเจน และเชื่อว่าภายใน 3 เดือนจะเห็นความชัดเจนทั้งหมด ซึ่งการเดินหน้าอุตสาหกรรมนี้ต้องควบคู่ไปกับการสร้างความสมดุลในการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และต้องสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประเทศ”

เน้น 4 เรื่องหลักสำคัญ

การเดินหน้าในอุตสาหกรรมดาต้า เซ็นเตอร์ จะต้องมองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานทักษะสูง แม้ปริมาณการจ้างงานอาจไม่มาก แต่จะเน้นการจ้างงานที่มีทักษะสูง รวมถึงการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร ต้องมองไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด การเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลของประเทศ การทำวิจัยและพัฒนา การจัดตั้ง Excellence Center การพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับคนไทย และเอสเอ็มอีไทย ตลอดจนการทำให้องค์กรต่าง ๆ เข้าถึงบริการคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพ อีกมิติ คือ เรื่องทรัพยากร โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดทิศทางต่อไปข้างหน้า

ทั้งนี้จะแยกหน่วยงานดูแลแต่ละเรื่องอย่างละเอียดรอบคอบ เช่น น้ำ ไฟ ต้องไม่กระทบพื้นที่ การพัฒนาคน การเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยที่สุด นโยบายเวอร์ชันใหม่จะเข้ามาดูครบทุกมิติ และให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน

เกณฑ์แตกต่างเก่า-ใหม่

อย่างไรก็ตามคาดว่า บอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ชุดใหม่จะประชุมออกเกณฑ์มาตรการใหม่การลงทุนกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ใหม่ ภายใน 3 เดือนนี้ โดยเกณฑ์ที่จะออก คาดว่าจะมีมาตรการแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม สำหรับกลุ่มที่มาใหม่ จะมีหลักเกณฑ์อีกแบบหนึ่ง จะดูเกณฑ์ที่เข้มข้นใน 4 มิติ ส่วนผู้ลงทุนที่ลงทุนไปแล้ว ก่อสร้างแล้ว หรือเริ่มดำเนินการแล้ว บางเรื่องอาจรวมไปถึงกลุ่มเหล่านี้ด้วย เช่น มาตรฐานในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นรายเดิมหรือรายใหม่ รวมถึงอาจมีประเด็นเรื่องราคา เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่อาจมีอัตราสูงพิเศษกว่าบ้านเรือนปกติ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ใช้รายอื่น

รอเคาะสิ่งแวดล้อม

ส่วนประเด็นดาต้า เซ็นเตอร์ จะต้องอยู่ภายใต้อีไอเอหรือไม่ในอนาคต ต้องยังขึ้นอยู่กับบอร์ด แต่สิ่งที่ต้องมีแน่นอนคือ กติกาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่รูปแบบจะเป็นอย่างไรยังต้องหารือกัน เพราะกติกาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงอีไอเอ ยังมีไออีอี ในกรณีตั้งในนิคม รวมทั้งอีเอชไอเอ, อีไอเอและไออีอี ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังนั้น เรื่องนี้จะมีกติกาด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาดู เพียงแต่จะเป็นตัวไหนและรูปแบบใด ต้องหารือกันในบอร์ด

สำหรับ 40 โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว เงินลงทุนจะทยอยลงตามปกติ โดยโครงการที่เปิดแล้วน่าจะยังเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ส่วนประเด็นความกังวลเรื่องการแย่งน้ำ หรือไฟฟ้า ทุกโครงการก่อนก่อสร้างผู้ลงทุน ต้อง

หารือกับหน่วยงานด้านไฟฟ้าและน้ำประปา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันว่า ไม่ได้กระทบกับชุมชน ไม่ใช่ว่า จะก่อสร้างได้ทันทีโดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ประมาณ 70%

นักลงทุนต้องการ “สปีด”

“เลขาฯบีโอไอ” ยังได้ระบุถึงปัญหาสำคัญของนักลงทุนในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่เรียกร้องมาเป็นอันดับแรก ยังเป็นเรื่องความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจากการพูดคุยกับหลายบริษัทที่เข้ามาหาบีโอไอ เมื่อถามว่า มีปัญหาและข้อจำกัดอะไรที่อยากให้ช่วย หลายบริษัทตอบตรงกันว่า สิ่งที่ต้องการเป็นอันดับแรกคือ “สปีด” หรือความเร็ว เนื่องจากบริษัทต้องการเริ่มต้นธุรกิจให้เร็วที่สุด เพราะวันนี้โลกปั่นป่วน นักลงทุนมองประเทศไทยว่ามีความมั่นคง ปลอดภัย และมีความเสี่ยงต่ำ จึงเข้ามาไทย

แต่เมื่อมาแล้วก็ต้องการเริ่มต้นธุรกิจให้เร็วที่สุดเพื่อแข่งขันกับสปีดของโลก หากต้องเจอกฎ ระเบียบ และใบอนุญาตต่าง ๆ จนกว่าจะเริ่มธุรกิจได้ใช้เวลาหลายปี นักลงทุนรอไม่ได้ ซึ่งปัญหาสำคัญคือ “ใบอนุญาตเยอะ” และมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด รัฐบาลจึงได้ออกโครงการไทยแลนด์ ฟาสต์พาส ซึ่งได้ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลดเวลาอนุมัติได้กว่า 20-50% ดำเนินการไปแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.3 แสนล้านบาท เป็นโครงการสำคัญที่มีผลประโยชน์สูงต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากนี้จะเพิ่มโครงการสำคัญ ๆ เพิ่มหน่วยงานที่เข้ามาเป็นพันธมิตร เพื่อให้ครอบคลุมใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น เรียนรู้จากระบบนี้แล้วนำไปสู่การปรับระบบแบบถาวรทั้งหมด ทั้งการลดเอกสาร ลดขั้นตอน และลดใบอนุญาต

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของการเดินหน้าดึงดูดการลงทุนในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโจทย์ของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงว่าจะดึงเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่ต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างไร สร้างคนอย่างไร ยกระดับเทคโนโลยีอย่างไร และจะบริหารจัดการพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างไรขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักลงทุนสามารถเริ่มธุรกิจได้เร็ว มีบุคลากรทักษะสูง มีพลังงานสะอาด มีซัพพลายเชนที่พร้อม และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงบทบาทเป็น “ผู้เลือก” การลงทุนเท่านั้น แต่ต้องทำตัวเองให้เป็น “ผู้ถูกเลือก” ด้วย.

ทีมเศรษฐกิจ