ประเทศไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานไฟฟ้า เดิมทีเป็นเพียงโจทย์สำหรับการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero แต่ด้วยปัจจุบันความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกทำให้เกิดโจทย์ใหม่ที่เร่งด่วนขึ้น ฃ

หากประเทศไทยไม่รีบปรับตัวตั้วแต่วันนี้ จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในอนาคตเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย ดังนั้นภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางวิกฤตความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย หัวข้อ ส่องแผนพลังงานไทย : สู่เป้าหมายเน็ต ซีโร่  จัดโดย “มติชน” ว่า วันที่ 8 ก.ย. นี้ เตรียมเปิดรับฟังความเห็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี 2026)  หลังจากตกผลึกแผนทั้งหมดแล้ว ซึ่งยอมรับว่า ใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สถานการณ์เศรษฐกิจ ตลอดจนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้สมมติฐานและเงื่อนไขที่ใช้ในการจัดทำแผนต้องมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะตกผลึกเป็นแผนฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน แผนพีดีพี เป็นแผนจัดหาไฟฟ้าของภาครัฐ แต่ระบบไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อไฟจากระบบอีกต่อไป แต่สามารถติดตั้งโซลาร์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง สามารถติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน และอนาคตสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้ โดยภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทำให้ระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าและผู้บริโภคเป็นเพียงผู้ซื้อไฟ กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามอีกปัจจัยสำคัญ เป็นเรื่องกรีน ดีมานด์ หรือความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาคเอกชนจำนวนมากต้องการให้ระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับตลาดโลก จำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ พีดีพี 2026 จึงออกแบบให้รองรับทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการซื้อไฟจากระบบของภาครัฐ และกลุ่มเอกชนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าด้วยตัวเอง เช่น การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง

“การขยายตัวของธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีเอไอ จะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ จากการประเมินในกรณีไฮ เคส ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้า เซ็นเตอร์ อาจสูงถึงประมาณ 8,800 เมกะวัตต์ หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยดาต้า เซ็นเตอร์ บางส่วนอาจเลือกใช้รูปแบบไดเร็ค พีพีเอ Direct PPA เพื่อจัดหาพลังงานสะอาดโดยตรง ขณะที่บางส่วนยังจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก เนื่องจาก Data Center ต้องการความมั่นคงของไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือ 24/7ประเด็นดังกล่าวทำให้ PDP 2026 ต้องมองทั้งการเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่และการบริหารระบบให้สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและต่อเนื่อง”

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า แผนพีดีพีฉบับใหม่ ระบุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% และอาจจำเป็นต้องผลักดันให้สูงถึง 80-90% ซึ่งจะต้องนำไปสู่การนำเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน เข้ามาปรับใช้ในอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งกระทรวงพลังงานเตรียมประกาศผลักดันให้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดยใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ไทยส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยการส่งเสริมการผสมเอทานอล โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้า เซ็นเตอร์  ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล รัฐบาลได้เตรียมจัดระเบียบใหม่โดยการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าออกอย่างชัดเจน หากกลุ่มนี้ต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มเติม จะต้องรับผิดชอบต้นทุนค่าไฟที่สูงขึ้นด้วยตนเอง 

“ปัญหาความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก เป็นที่มาว่า ประเทศไทยจะคิดแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ารายวันว่า ราคาน้ำมันวันนี้จะเท่าไหร่ ราคาแก๊สที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้าจะเท่าไหร่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เราจะเอาอนาคตของประเทศ อนาคตธุรกิจ และประชาชนไปผูกกับบ่อนำ้มันตะวันออกกลาง หรือผูกกับการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแบบนี้ต่อไปไม่ได้ แม้อดีตจนถึงปัจจุบันไทยเราจะโชคดีที่มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้ม แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90%” นายเอกนัฏ กล่าว

ทั้งนี้ขอเชิญชวน ให้ทุกคนมาร่วมแสดงความเห็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ แผน PDP ฉบับใหม่ ที่กระทรวงพลังงานกำลังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP ในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้มามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้มาสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน โดยตั้งเป้าขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการประชาชนจาก 500 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์ หากติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน หลังละ 5 กิโลวัตต์ จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้า และเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid รองรับพลังงานจากหลายแหล่ง ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้าและลดต้นทุนในระยะยาว

“การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องลดค่าครองชีพ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ สร้างมูลค่าและดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ ทั้งการจัดทำแผน PDP การปรับโครงสร้างพลังงาน การพัฒนาโครงข่าย และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายเอกนัฏ กล่าว