ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทย ได้ใช้จุดแข็งสำคัญจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบ Diversification ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของประเทศที่ลงทุน เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยี และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 69 สะท้อนถึงความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ และการมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดของเอ็กโก กรุ๊ป โดยสามารถรักษาระดับกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดี และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอตามนโยบายที่วางไว้

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป ระบุว่า ปี 69 เอ็กโก กรุ๊ป เตรียมงบลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการลงทุนโครงการใหม่และการพัฒนาโครงการที่อยู่ในมือ ซึ่งในระยะสั้นจะเน้นการลงทุนในต่างประเทศ โดยจะเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่บริษัทต้องการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา 2-3 โครงการ คาดว่า จะมีความชัดเจนภายในปีนี้ และน่าจะรับรู้รายได้ต้นปีหน้า ซึ่งหากปิดดีลโครงการใหม่ได้สำเร็จ จะผลักดันให้กำลังผลิตไฟฟ้าในพอร์ตของเอ็กโก กรุ๊ป  เติบโตเกิน 7,000 เมกะวัตต์ในปี 70

ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งและศักยภาพของเอ็กโก ทั้งจากการมีพอร์ตลงทุนที่กระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล สถานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยมีกระแสเงินอยู่ที่ 31,811 ล้านบาท ประสบการณ์ในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน และสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพสูง ที่พร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามนโยบายภาครัฐทั้งการปรับแผน PDP 2026 และ Direct PPA ที่มองว่า จะเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับเอ็กโก กรุ๊ป ใน  5 ด้านสำคัญ ได้แก่

การขยายกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิม บริษัทมองโอกาสจากการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีพื้นที่รองรับการขยายกำลังผลิต และมีความพร้อม ด้านระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการใหม่

การพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ (Renewables) บริษัทมีประสบการณ์การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน จึงมองเห็นโอกาสในการเข้าร่วมประมูลหรือพัฒนาโครงการใหม่ ภายใต้แผน PDP 2026 ได้ทันที เมื่อมีรายละเอียดที่ชัดเจน

การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) นอกจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนา BESS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าในอนาคต ช่วยเสริมความเสถียรของระบบไฟฟ้า เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้ลูกค้า รองรับการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ BESS หลายโครงการ ภายใต้บริษัท Apex Clean Energy (APEX) ในสหรัฐอเมริกา

เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต SMR (Small Modular Reactor) บริษัทยังคงติดตามพัฒนาการของ SMR อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า SMR อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้าฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความพร้อม และความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับสากล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต

การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (EGCO Rayong Industrial Estate – ERIE) พื้นที่ 621 ไร่โครงการ ERIE ใน จ.ระยอง ถูกวางตำแหน่งเป็นโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่รวมพลังงานและสาธารณูปโภคครบวงจร (Integrated Energy Platform) ขับเคลื่อนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ 1) Industrial Estate ขายและให้เช่าที่ดิน พร้อมระบบสาธารณูปโภค 2) Power Generation พัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในนิคม 3) Direct PPA จัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยตรง และ 4) Data Center Co-investment ร่วมลงทุนและจัดหาพลังงานสะอาดแก่กลุ่ม Data Center ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร ประมาณ 2-3 ราย คาดว่า จะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม EGCO Group ยังแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนในต่างประเทศ 6 ประเทศ ที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทมีพอร์ตการลงทุนเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศไทย ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและพลังงานหมุนเวียน ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดรับโอกาสการลงทุน ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาวด้วย

ปัจจุบัน (ณ 27 สิงหาคม 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,946 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,648  เมกะวัตต์ (คิดเป็น 24% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยเน้นการลงทุนใน 7 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานทั้งปี 69 ของเอ็กโก กรุ๊ป  คาดว่า รายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่มีรายได้รวม 37,905 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทะลุ 7,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 69 ที่จะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ที่มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 69 ยังเน้นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีวินัย โดยเน้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง และสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพดีที่สร้างกระแสเงินสดทันที ควบคู่กับการทำหมุนเวียนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางด้านเงินทุน รองรับการขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการลงทุนอันดับ 2 ของบริษัท