ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่จะต้องนำเงินดังกล่าวไปใช้ตามวัตถุประสงค์ให้เกิดความคุ้มค่า และแก้วิกฤติปากท้องของประชาชน ซึ่งมาจากปัญหาพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง
พร้อมทั้งนำคำแนะนำ และข้อสังเกตของฝ่ายค้านไปปฏิบัติ ไม่ให้เป็นข้อกล่าวหาดักคอล่วงหน้าว่าเป็นการยัดไส้ ตีเช็คเปล่า หวังใช้งบประมาณ และลดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญัติ
ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาล และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ โดยกระทรวงการคลังจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นหากเกิดความไม่โปร่งใส หรือกระบวนการโกงขึ้น เชื่อว่า ประชาชนคงไม่ให้โอกาสอีกต่อไป หลังก่อนหน้ากังขากับกรณีอื้อฉาวทุจริตสอบท้องถิ่นในกระทรวงมหาดไทย เรื่องฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังมีเวทีสภาให้ฝ่ายค้านคอยลับมีด ชำแหละฝ่ายบริหาร และทำลายความน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระ 2 และ 3 กำหนดกรอบพิจารณาระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.นี้ ในประเด็นเรื่องการกระจายงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมลงในพื้นที่ สส.ของรัฐบาล โครงการลงทุนต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อหวังผลหาเสียงทางการเมือง เอื้อประโยชน์พวกพ้อง และการใช้งบประมาณเกินตัว
รวมถึงการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ที่แกนนำฝ่ายค้านเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมเปิดศึกซักฟอกใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่ปมข้อครหาเรื่องฮั้ว สว. รวมถึงข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ถูกตัดตอนแค่ระดับอธิบดี ไม่โยงไปที่นักการเมือง และบิ๊กบอส
ศึกร้อนๆ เหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นในสมัยประชุมสภาฯ ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค. ถึงต้นเดือน ธ.ค. นี้ เชื่อว่า หากฝ่ายค้านทำการบ้านมาอย่างดีก็จะสามารถเขย่ารัฐบาลที่กำลังเมาหมัดรับศึกรอบด้านเซได้แน่นอน
แต่จะใช้เวทีสภาล้มรัฐบาลก็คงยาก เพราะล่าสุดในการลงมติ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แม้ “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” จะลงมติไปในทิศทางเดียวกันคือ ไม่เห็นด้วย แต่กลับพบบทบาทของ “พรรคกล้าธรรม” ที่เปลี่ยนไปจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเป็นฝ่านคอย ด้วยการงดออกเสียงโดยมี สส. พรรคกล้าธรรม จำนวน 48 คน ลงมติงดออกเสียง
ในจำนวนนี้ยังมี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” สส.ราชบุรี รองหัวหน้าพรรค ที่ล่าสุดได้พบกับ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในรายการฟุตบอลเมื่อเร็วๆนี้ และมีข่าวจะไปร่วมงานกับ “พรรคน้ำเงิน” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้ร่วมลงมติงดออกเสียงด้วย
มติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “พรรคเขียว” พร้อมสนับสนุน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หากต้องการเสียงรัฐบาลเพิ่มความเข้มแข็ง หรือต้องการถีบ “พรรคเพื่อไทย” ออกหากเกิดอาการพยศ
อีกทั้งยังเป็นสัญญาณการสยบกระแสดีลโมนาโกที่เป็นการจับมือของ “แดง เขียว และส้ม” ในการล้ม “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้อย่างชัดเจน ฉะนั้น มั่นใจได้ว่าเสียงในสภาของรัฐบาลนี้ยังคงแน่นปึ้ก
ด้วยเหตุนี้มีเพียงความกังวลเดียวที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องเผชิญ ว่าจะได้วีซ่าต่อหรือพอแค่นี้ คือ “คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. นี้ หากศาลตัดสินว่าผิด การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะล้างกระดานเลือกตั้งกันใหม่
จึงต้องดูกันต่อไปว่า จากวันนี้ไปจนถึงวันนั้น รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” จะสามารถแก้ปัญหาเกมการเมือง และเรียกความเชื่อมั่นผ่านปัญหาปากท้อง และเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาได้หรือไม่
แต่หากสุดท้ายยังจมอยู่กับปัญหาการเมือง และเรื่องอื้อฉาว จนผู้มีอำนาจตัวจริง หรือ รัฐพันลึก ไม่สามารถอุ้มหรือลากต่อไปได้ อาจได้เห็นการรีเซ็ตการเมือง และเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง.



