เมื่อวันที่ 30 ส.ค.นายธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล โดยระบุว่า หากอ่านตัวเลขทั้งหมดอย่างครบถ้วน จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดว่า แม้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะกำลังเผชิญหลายประเด็นทางการเมือง และฝ่ายค้านเตรียมนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือและประคองตัวผ่านสถานการณ์ไปได้
นายธนพร กล่าวว่า นิด้าโพลได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ประเด็นฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและสอดคล้องกับสิ่งที่ฝ่ายค้านเตรียมนำมาอภิปราย อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ มี 31.99% ที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถรับมือได้เลย แต่เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่ารัฐบาลสามารถรับมือได้ทั้งหมด รับมือได้เป็นส่วนใหญ่ และรับมือได้บางประเด็น กลับมีสัดส่วนรวมประมาณ 68% ขณะที่คำถามว่ารัฐบาลจะ “รอดหรือไม่รอด” จากปัญหาที่กำลังเผชิญ มี 37.86% เชื่อว่าไม่รอด แต่เมื่อรวมผู้ที่ตอบว่า รอดแบบสบายๆ รอดแต่บอบช้ำน้อย และรอดแต่บอบช้ำมาก จะมีสัดส่วนรวมประมาณ 62%
นายธนพร ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่เขาใช้คำว่า “อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก” เพราะไม่ได้เป็นการพูดจากความรู้สึกส่วนตัวหรือการเชียร์รัฐบาล แต่เป็นการอ่านจากตัวเลขของผลสำรวจ ซึ่งสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือกับแรงกดดันและอยู่ต่อไปได้
“วันนี้เชื่อว่ารอดประมาณ 62% และเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้ประมาณ 68% ผมไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตอบ แต่ตัวเลขโพลออกมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่านายกฯ อนุทินหนังเหนียว มันก็ดูจากตรงนี้” นายธนพร กล่าว
สำหรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล นายธนพร กล่าวว่า ยิ่งสะท้อนโจทย์สำคัญที่ฝ่ายค้านต้องเผชิญ โดยเมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องสูงถึง 80.58% ขณะที่ประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งถูกผลักดันอย่างหนักทางการเมือง มีผู้ให้ความสนใจประมาณ 34.25% ที่สำคัญ เมื่อถามว่าประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ มีถึง 54.30% ที่ตอบว่าไม่เชื่อ
ส่วนคำถามว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มี 50.28% มองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และอีก 28.49% มองว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
นายธนพร กล่าวว่า เมื่ออ่านผลสำรวจทั้งสองสำนักประกอบกัน แรงกดดันก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลมากที่สุด แต่กำลังย้อนกลับไปอยู่ที่ฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านได้สร้างความคาดหวังต่อสังคมไว้สูงว่าจะมี “หมัดเด็ด” และข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล ดังนั้น หากถึงวันอภิปรายแล้ว สิ่งที่นำเสนอเป็นเพียงข้อมูลเดิม ข้อกล่าวหาเดิม หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจกลายเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านเอง
นายธนพร กล่าวต่อไปว่า โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว หากฝ่ายค้านมีหลักฐานใหม่จริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน หลักฐานการสั่งการ หรือข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของบุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็ควรนำออกมาเปิดเผยให้สังคมตรวจสอบ เพราะประชาชนกำลังรอดูว่า “ของใหม่” ที่ฝ่ายค้านพูดถึงนั้นมีน้ำหนักเพียงใด เช่นเดียวกับกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ หากมีหลักฐานว่ามีบุคคลระดับสูงหรือฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องนำหลักฐานออกมาแสดงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหาทางการเมือง
นายธนพร กล่าวย้ำว่า หน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญและควรได้รับการสนับสนุน แต่เมื่อฝ่ายค้านเป็นฝ่ายกล่าวหา ภาระสำคัญก็คือการนำข้อมูลและพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาแสดงต่อประชาชน ฝ่ายค้านยิ่งตีปี๊บมากเท่าไร ตัวเองก็ยิ่งกดดันมากขึ้น เพราะสังคมคาดหวังแล้วว่าคุณต้องมีของ ถ้าถึงวันอภิปรายแล้วไม่มีอะไรใหม่ ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องเครดิตของฝ่ายค้านเอง
นายธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำรวจทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพลในเวลานี้จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประชาชนยังไม่ได้คาดหวังว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งใหญ่ และยังมีคนจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้
“ที่ผมบอกว่า หนูหนังเหนียว อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก ไม่ใช่เพราะผมเชื่อว่าหนังเหนียว แต่ตัวเลขโพลมันชัดเจน วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้และยังรอด เพราะฉะนั้นแรงกดดันจริงๆ จึงอยู่ที่ฝ่ายค้านว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อว่า ข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ในมือนั้นหนักพอ”นายธนพร กล่าว.



