เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา ในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่นความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ช่วงวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤติความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดย 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
โดยนายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน เริ่มต้นพูดถึงความกังวลกลไกสภาในการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเรื่องของการล้มล้างการปกครอง ทำให้ตนเองนึกถึงเหตุการณ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องยุบพรรคก้าวไกลว่าล้มล้างการปกครอง กรณีการหาเสียงทำนโยบายเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นฟ้ากับเหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะวันนั้น กกต. ใหญ่ไม่รอความเห็น ไม่รอสำนวน จากคณะไต่สวนและสืบสวนของตนเอง พร้อมอ้างว่า มีความปรากฏแล้ว ไม่ต้องรอกระบวนการตามขั้นตอนก็ได้ กกต. ใหญ่ สามารถพิจารณา และส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เลย จึงตั้งคำถามว่าเรื่องโกง สว. มีความปรากฏหรือไม่ ซึ่งมีความปรากฏ ตั้งแต่ที่เมืองทองธานีแล้ว ทำไมความปรากฏจึงช้าจัง ซึ่งจะรอดูว่าวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นอย่างไร
นายชัยธวัช กล่าวย้อนไปถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งขณะนั้นมีความหวังว่า ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเยอะไปหมด ในรูปแบบองค์กรอิสระที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ด้วยหลักคิดที่ว่า ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ ซึ่งการออกแบบให้มีองค์กรอิสระต่างๆ ก็เพื่อนำมาตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล แต่มาถึงวันนี้ในภาพรวม ยังพบว่า ยังมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล มีทุจริตคอร์รัปชัน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นกลไกองค์กรอิสระ ที่เราเชื่อมั่นว่า จะมาจัดการการใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ดันมาใช้อำนาจฉ้อฉลเสียเอง จึงเกิดคำถามว่าจะตรวจสอบอย่างไร แม้ดูเหมือนว่าจะมีกลไก แต่ก็เป็นเรื่องยาก แม้แต่การที่ประชาชน จะต้องตรวจสอบองค์กรอิสระเหล่านั้น ก็มีอำนาจในการตรวจสอบน้อยลงทุกที ถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนกันเพื่อผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คดีฮั้ว สว. โกง สว. จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด
นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า ในอดีตสังคมตั้งใจจะตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างไร แต่ตั้งแต่ปี 49 ที่มีการทำรัฐประหาร จนถึงปี 57 ที่มีการทำรัฐประหารอีกรอบ และจนถึงปัจจุบัน คิดว่าเราตระหนักได้แล้วว่า ผู้ที่มีอำนาจ และใช้อำนาจ สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยนั้น ไม่ได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราต้องตรวจสอบกลไกการใช้อำนาจกับทุกคน และทุกองค์กรที่มีอำนาจ เพราะนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และผู้มีอำนาจที่อยู่หลังม่าน ปวดหัวเสียจริงๆ
นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนมีความกังวลมานานแล้ว กับเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งกังวลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 57 และมีรัฐธรรมนูญ ปี60 ยุค คสช. ที่ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่งมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน แถมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย จึงอยากถามกลับว่า ทำไมเพิ่งมากังวลเรื่องนี้กัน เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ต้องมาโกงให้เหนื่อย ตั้งเอาดื้อๆ เลย ซึ่งวันนี้มีการโกง ทำให้เรารู้สึกร้อนใช่หรือไม่ ทนไม่ได้ แต่ขอทวนความจำ “ไอ้ไม่โกง แต่ตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ” ซึ่งตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่ใช่แค่วิกฤติเรื่องกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น เพราะคดีโกง สว. เป็นหนึ่งในวิกฤติที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยของไทยจากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงิน ที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองตั้งแต่รัฐประหารปี 57 และมีรัฐธรรมนูญปี 60 เป็นต้นมา
นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า องค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. ภายใต้ระบอบการเมืองหลังปี 57 และมีรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกที่ออกมากำกับควบคุม อำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ดังนั้น จึงไม่แปลกว่ากลไกเหล่านี้ จะทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งลองไปถามอดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ ดูว่าถูกแบล็กเมล์เรื่องอะไร และพอวันหนึ่งไม่มีอำนาจ หรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีก็จะกลับมาเดินใหม่
“มันเอาไว้ควบคุมกำกับใช่ไหมครับ ใครเชื่องรอดไป รอไว้ก่อน ใครไม่เชื่องจัดการ ลองดูศาลรัฐธรรมนูญใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่อตัดสิทธิ ยุบพรรค ถูกไหมครับ” นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยธวัช กล่าวว่า วันนี้ สว. ที่มาจากการโกง แม้ไม่ได้มีอำนาจในการเลือกนายกฯ แต่ก็ถือว่าเป็นแกนกลางของการกำกับควบรวมอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน เพราะ สว. สามารถเลือกองค์กรอิสระได้ ซึ่งถือว่า สว. เป็นหัวใจที่สำคัญมากของกลไกดังกล่าว และอีกหน้าที่ของ สว. คือการไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ ซึ่งเห็นได้ว่ามีความพยายามทุกวิถีทาง มีการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อได้เสียงข้างมากใน สว. เพื่อพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งใช้ทุกวิถีทางถึงขั้นบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน” ดังนั้น หากไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้จะกระทบระบอบประชาธิปไตย และกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


