ทักทายแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ผู้น่ารักของ “นูน่าเมี้ยน” ทุกท่าน แวะกลับมาเจอกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ กับคอลัมน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง “SeoulStation” พื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวข่าวสารของวงการบันเทิง K-Pop K-Drama เหล่านักแสดง ไอดอลเกาหลีในรอบสัปดาห์มาอัปเดตความเคลื่อนไหวแบบพิเศษ โดยสัปดาห์นี้นูน่าจะพามาพูดถึงเรื่องราวของศิลปินมากความสามารถที่พกพาความสดใสมาแบบเต็มกระเป๋าอย่าง “ฮันบิน” (Hanbin) ศิลปินหนุ่มจากวง TEMPEST ที่ล่าสุดได้เติบโต พร้อมก้าวขึ้นมาอีกขั้นในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” อย่างเต็มตัวด้วยการปล่อยดิจิทัลซิงเกิลแรก “No Fear” ภาพของไอดอลหนุ่มที่โดดเด่นด้วยไลน์เต้นอันทรงพลัง ทักษะการร้องที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และรอยยิ้มเปี่ยมพลังบวกในวันนี้ อาจดูเหมือนภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าหากย้อนมองกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพลง “No Fear” ไม่ใช่แค่เพียงชื่อผลงานเพลงชิ้นใหม่ แต่คือบทสรุปของปรัชญาชีวิตและการเดินทางที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ หยดน้ำตา และความกล้าหาญของเด็กหนุ่มชาวเวียดนามคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อท้าทายระบบอุตสาหกรรมบันเทิงที่ขึ้นชื่อว่าแข่งขันสูงและเคี่ยวกรำที่สุดในโลกอย่าง K-Pop 

ในยุคสมัยที่วงการ K-Pop เปิดรับความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้น “ฮันบิน” คือหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญ เขาไม่ได้เพียงแค่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แต่เขาคือกำลังสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไอดอลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถก้าวขึ้นมาสู่วงแขนแห่งความสำเร็จในระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ การเดบิวต์โซโล่ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปักหมุดหมวดหมู่ใหม่ในชีวิตของเขา และเป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงคำว่า “ความพยายามไม่เคยทรยศใคร”

“การก้าวออกนอกพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเราไม่กลัว แต่หมายความว่าเรากลัว… ทว่าเราเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปทั้งที่ยังมีความกลัวนั้นอยู่ นั่นคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า No Fear”

ย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้น ณ นครฮานอย ประเทศเวียดนาม “ฮันบิน” หรือ “โง ง็อก ฮึง” (Ngô Ngọc Hưng) เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความรักและความหลงใหลในเสียงดนตรีและการเต้นอย่างหมดหัวใจ เขาค่อยๆ สะสมประสบการณ์และสร้างชื่อเสียงในชุมชนนักเต้นท้องถิ่นในฐานะกัปตันและผู้ก่อตั้งวง Cover Dance ชื่อดังอย่าง “C.A.C” ในเวลานั้น ความสุขของเขาคือการได้เต้นร่วมกับเพื่อนๆ ตามลานทำกิจกรรมสาธารณะ ได้ถ่ายทำคลิปวิดีโอลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และได้เข้าร่วมการแข่งขันบนเวทีระดับประเทศ แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความสุขในบ้านเกิด แต่ในลึกๆ ของหัวใจ ฮันบินมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการได้ยืนอยู่บนเวทีระดับสากลในฐานะศิลปินมืออาชีพ 

เมื่อโอกาสการคัดเลือกเปิดกว้าง การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น ฮันบินเลือกที่จะทิ้งความสะดวกสบายและชื่อเสียงที่มีในฮานอย เก็บกระเป๋าเดินทางข้ามฟ้ามายังประเทศเกาหลีใต้เพียงลำพัง การก้าวเข้าสู่ระบบ “เด็กฝึกหัด” (Trainee) ในค่ายเพลงเกาหลีใต้ไม่ได้งดงามอย่างที่หลายคนจินตนาการ ในฐานะเด็กฝึกหัดต่างชาติ ฮันบินต้องเผชิญหน้ากับด่านทดสอบอันแสนท้าทาย ทั้งกำแพงภาษาเกาหลีที่ต้องเริ่มฝึกฝนใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ตลอดจนความเหงาจากการต้องไกลบ้านและครอบครัว 

สิ่งที่หนักหนาที่สุดคือระบบการฝึกซ้อมที่กดดันและเคี่ยวกรำ เด็กฝึกทุกคนต้องใช้เวลาในห้องซ้อมวันละไม่ต่ำกว่า 12-16 ชั่วโมง สู้รบกับการประเมินผลประจำเดือนที่ไร้ความแน่นอน ฮันบินรู้ดีว่าในฐานะคนต่างชาติ เขาต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า เขาต้องซ้อมเต้นจนร่างกายซาบซึ้งทุกจังหวะ และฝึกร้องเพลงภาษาเกาหลีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้การออกเสียงถูกต้องแม่นยำที่สุด เพียงเพื่อจะได้รับคำชมเล็กๆ และโอกาสในการถูกมองเห็นจากคณะกรรมการ 

จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ชื่อของ “ฮันบิน” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อเขาตัดสินใจเข้าร่วมรายการเซอร์ไววัลระดับโลกอย่าง “I-LAND” รายการที่คัดเลือกเด็กฝึกหัดชั้นนำมาแข่งขันกันอย่างเด็ดขาดเพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะได้เดบิวต์ ตลอดการแข่งขัน ฮันบินกลายเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันที่ได้รับความรักและความสนับสนุนจากแฟนเพลงทั่วโลกอย่างล้นหลาม สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นไม่ใช่เพียงแค่ทักษะการเต้นที่คมกริบ แต่คือ “รอยยิ้มที่จริงใจ” และ “พลังบวก” ที่เขาแสดงออกเสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันหรือคำติชมที่รุนแรงเพียงใด 

ทว่า เส้นทางสายนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กราฟชีวิตของเขาต้องพบกับจุดสะดุดครั้งใหญ่เมื่อเขาต้องถูกคัดออกในรอบกึ่งก่อนรองชนะเลิศ (Semi-Final) พลาดโอกาสในการเดบิวต์ในรอบไฟนอลไปเพียงก้าวเดียว ความผิดหวังในครั้งนั้นเป็นบททดสอบที่รุนแรง สำหรับเด็กฝึกหลายคน การตกรอบในรายการใหญ่ระดับนี้อาจหมายถึงการพับความฝันและเดินทางกลับประเทศ แต่สำหรับฮันบิน เขากลับเลือกที่จะรับมือกับมันด้วยทัศนคติที่น่ายกย่อง 

ฮันบินโค้งคำนับขอบคุณแฟนๆ ด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา เขาเปลี่ยนความเสียใจให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาตนเอง เขามองว่าความล้มเหลวในวันนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียง “บทเรียน” ที่บอกให้เขาซ้อมให้หนักขึ้น ละเอียดขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น เขาเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ในชีวิตจริง และยังคงมุ่งมั่นซ้อมต่ออย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งได้รับโอกาสใหม่ในการเซ็นสัญญากับค่าย “Yuehua Entertainment” ซึ่งกลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่มองเห็นคุณค่าและพร้อมส่งเสริมศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ 

ในที่สุด ความพยายามอันยาวนานก็ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ในปี 2022 ฮันบินได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของวง “TEMPEST” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเป็นไอดอลสัญชาติเวียดนามคนแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอุตสาหกรรม K-Pop ยุคปัจจุบัน ในฐานะสมาชิกวง เขาไม่เพียงทำหน้าที่ในส่วนของตนเองได้อย่างไร้ที่ติ แต่ยังเป็นศูนย์รวมพลังบวกของวง สื่อสารกับแฟนคลับทั่วโลกด้วยความอบอุ่น และพัฒนาทักษะภาษาเกาหลีจนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว จากความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังกัด Yuehua Entertainment ได้เห็นถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด จึงไว้วางใจให้เขาก้าวขึ้นสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการก้าวออกมายืนเดี่ยวในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” (Solo Artist) พร้อมกับผลงานดิจิทัลซิงเกิล “No Fear”

ผลงานเพลง “No Fear” ไม่ใช่แค่การมอบเพลงให้ไอดอลร้อง แต่เป็นผลงานที่ฮันบินมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องด้วยตัวเอง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ทัศนคติ และการก้าวผ่านความกลัวในจิตใจ ตัวเพลงนำเสนอสไตล์ Dance-Pop พลังงานสูง ผสานกับการฟีทเจอริ่งของแร็ปเปอร์ระดับแถวหน้าอย่าง “punchnello” ซึ่งช่วยเพิ่มมิติความคมคายทางดนตรี นอกจากนี้ ในมิวสิกวิดีโอยังมีการสอดแทรกกลิ่นอายวัฒนธรรมเวียดนามผ่านงานวิชวลอย่างแยบคาย เป็นเครื่องยืนยันว่า ฮันบินในวันนี้คือศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญ สมบูรณ์พร้อมทั้งเสน่ห์ ทักษะ และตัวตนที่ชัดเจน 

การเปิดตัวโซโล่ซิงเกิล “No Fear” ของฮันบิน จึงมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การปล่อยผลงานเพลงใหม่ แต่มันคือการ “เฉลิมฉลองชัยชนะของความเพียรพยายาม” และเป็นประตูปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรม K-Pop ต่อศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นทางชีวิตของฮันบินได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ข้อจำกัดเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือจุดเริ่มต้นที่แตกต่าง ไม่ใช่สิ่งที่จะมาขีดเส้นกั้นความฝันของมนุษย์ได้ ตราบใดที่เรามีความมุ่งมั่นและใจที่กล้าหาญพอ 

เรื่องราวของเด็กหนุ่มจากฮานอยผู้ยึดมั่นในความฝัน จนสามารถยืนอยู่บนสปอตไลต์ระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้กับเยาวชนอีกหลายล้านคนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อความฝันของตนเอง สมกับสารสำคัญที่ส่งผ่านผลงานล่าสุดของเขาว่า... ขอเพียงแค่เราเดินหน้าด้วยความจริงใจและ “ไร้ซึ่งความกลัว” วันหนึ่ง แสงสว่างแห่งความสำเร็จจะส่องสว่างมาถึงเราอย่างแน่นอน!

ภาพ : TEMPEST


คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”